Archive for the [Note] Dreams Category

ฝันบ้า ๆ อีกแล้ว…. คราวนี้ก็ยังคงมาโซฯเหมือนเดิม แต่เนื้อเรื่องยุ่งเหยิงและเลือนลางมากจนจำไม่ได้ว่าอยู่ในสถานที่แบบไหน และสถานการณ์แบบไหนด้วยซ้ำ!

สิ่งที่จำได้มีเพียงเข็มฉีดยา และบุคคลอีกคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นนักวิจัยอะไรสักอย่าง สิ่งที่เขา(หรือเธอ?)กำลังทดลองอยู่มันเกี่ยวข้องกับยาพิษอะไรสักอย่าง และหนูทดลอง(โดยสมัครใจ) ก็คือเรา! (อ๊าก มันจะมาโซไปถึงไหน!) ดูเหมือนว่าร่างกายของเราเคยได้รับพิษนี้หรือสารอันตรายที่คล้ายคลึงกันมาแล้ว การทดลองครั้งนี้จึง “พนัน” ทุกอย่างไว้กับภูมิต้านทานของร่างกาย

จำความรู้สึกได้ว่ากลัว แล้วก็ใจเต้นระทึกอยู่เหมือนกัน แล้วตอนที่จะถูกฉีดยานั้น ต้องใช้สายรัดแขนเหมือนเวลาคุณหมอหรือพยาบาลจะเจาะเลือดเลยล่ะ…. เสร็จแล้วเข็มเรียวแหลมก็ถูกแทงผ่านผิวหนังเข้าไปในแนวทะแยง ความรู้สึกยะเยือกที่แล่นปราดขึ้นมาจากสันหลังจนถึงต้นคอทำให้ขนลุกซู่ เมื่อมือข้างนั้นค่อย ๆ บรรจงดันกระบอกสูบของเข็มฉีดยาเข้าไปช้า ๆ ของเหลวไร้สีไร้กลิ่นค่อย ๆ หลั่งไหลเข้ามาในเส้นเลือด

เมื่อถอนเข็มออก รอบตัวก็เงียบไปชั่วอึดใจ ขณะที่นักวิจัยคนนั้นกำลังจะโห่ร้องด้วยความยินดีที่ไม่เห็นความผิดปรกติเกิดขึ้นกับเรานั้นเอง เราก็รู้สึกชาตามปลายมือปลายเท้า และค่อย ๆ ชาลามขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงครึ่งซีกตัว เราไม่สามารถยืนได้อีกต่อไป ขณะที่รู้สึกว่าเพดานห้องหมุนคว้าง เราก็ล้มลงไปนอนกองกับพื้น

ความรู้สึกตอนนั้นไม่คิดว่าตัวเองกำลังจะตาย แต่เหมือนได้รับผลจากพิษอยู่มากพอควร ยังมีสติและสามารถพูดคุยได้ แต่ลุกไม่ขึ้น…. เบื้องลึกในจิตใต้สำนึก รู้สึกเหมือนพิษค่อย ๆ คืบคลานแผ่ขยายออกไปทั่วร่าง ทำให้เลือดเย็นเฉียบจับใจด้วยความหวาดกลัว

นักวิจัยกุลีกุจอป้อนของเหลวอีกชนิดหนึ่งให้เรา มารู้ทีหลังว่าคือชาคาโมมายล์ (เกี่ยวอะไรวะ….) ซึ่งในฝันนั้นเขาบอกว่ามีฤทธิ์ nullify พิษได้ ถ้าดื่มเป็นประจำทุกวันก็จะขจัดพิษ (พูดเหมือนหนังจีนไปได้…. ขจัดพิษ) ได้เอง

ตอนตื่นมาก็มึน ๆ งง ๆ จนลืมเรื่องความฝันนี้ไปแล้ว เพิ่งมานึกออกเมื่อกี้ตอนนั่งกินขนมปังฝรั่งเศษจิ้มนมข้นเนี่ยแหละ

ความฝันน่ะจะเพ้อเจ้อแค่ไหนเราไม่แปลกใจหรอก แต่ที่แปลกใจคือทำไมตัวเราในฝันถึงมีความรู้สึกนึกคิด มีการตัดสินใจประหลาด ๆ แบบนั้น เพราะรู้สึกว่ามันจะมาโซฯได้มาโซฯดีทุกที้ทุกที!

ทำไมตูเป็นแบบนี้เนี่ย!

แต่ก็….บ่นไปงั้นแหละ ฝันแบบนี้ก็สนุกดี หึหึ

ถ้าบอกเพื่อน เพื่อนคงวิจารณ์ว่า “องค์ลง” แหง ๆ เพราะฝันได้ระเบิดเถิดเทิงมาก…. แต่ไม่รู้ไปเก็บพล็อตมาจากที่ไหนบ้างเหมือนกันนะ เพราะระหว่างที่ฝันน่ะ ก็รู้สึกเหมือนดูหนังหรืออ่านนิยายอะไรอยู่ =_= เพราะงั้นที่จริงแล้วอาจจะไปเก็บนู่นเก็บนี่มาจากที่ไหน แล้วเอามายำกันในฝันก็เป็นได้

แต่กำลังคิดว่า ถ้าลองคิดดูดี ๆ หรือหาดูดี ๆ แล้ว พบว่ามันไม่ได้เป็น “อิทธิพลตรง” มาจากเรื่องอื่นของใคร จะเอามาใช้เป็นวัตถุดิบซะเลย ฮี่ ๆ ๆ

————

เรื่องมันเริ่มที่ริมถนน หน้าคอนวีเนียนสโตร์แห่งหนึ่ง

ฟุตบาธกว้าง ดูเป็นแหล่งธุรกิจ….

การจราจรติดขัด บ่งบอกถึงช่วง rush hour ของวัน

ดูจากถนนที่คนเดินพลุกพล่าน และสภาพโดยรอบแล้ว เป็นเวลาเช้า….

นักสืบ(หรือ FBI)สาวคนหนึ่งขับรถเลียบฟุตบาธ ไขกระจกลง พยายามพูดคุยกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนพิงเสาสูบบุหรี่อยู่

เขาแต่งกายภูมิฐาน ใส่ชุดสูททับเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาด ผูกเน็คไทเรียบร้อย และสวมเสื้อโค้ตยาวสีน้ำตาลอ่อนไว้อีกชั้น เราไม่รู้ว่า FBI สาว(เอางี้ไปก่อน)เธอพูดอะไร แต่ดูท่าทางเคร่งเครียดมาก กระนั้นชายหนุ่มก็ไม่แยแส เขาอัดบุหรี่เฮือกสุดท้าย ก่อนจะขยี้ก้มบุหรี่ลงในถาดแบบมีขาตั้งแถว ๆ นั้น แล้วเดินออกไป

เธอพยายามขับรถตาม แต่ถนนที่คับคั่งทำให้ได้ฮึดฮัดอย่างหัวเสียสุดขีดอยู่ในรถ

ส่วนเขา…. ขณะที่กำลังสาวเท้าก้าวยาว ๆ ไปเบื้องหน้า ก็ได้ยินเสียงปืนดังกราดขึ้น

ในใจรู้ได้ทันทีว่ามือปืนที่หมายหัวเขามาถึงแล้ว!

เงยหน้าขึ้นไปในระยะไกล มีชายคนหนึ่งยืนอยู่บนหลังคาอาคารเตี้ย กำลังยิงมาทางนี้อย่างบ้าคลั่ง โดยไม่สนใจว่าคนรอบข้างจะถูกลูกหลง หนุ่มเร็กเก้คนหนึ่งที่ขวางอยู่ด้านหน้าเขาล้มกลิ้งลงไป

ชายหนุ่มสบถอย่างหงุดหงิดแล้วออกวิ่ง….ตรงไปข้างหน้า

สิ่งที่หญิงสาวซึ่งได้ยินเสียงปืนแล้วตัดสินใจขับรถปีนฟุตบาธมา(โดยไม่สนใจว่าคนเดินถนนจะแตกตื่นแค่ไหน)ได้เห็นเต็ม ๆ ตาก็คือ ภาพของเขาที่ถูกยิงทะลุอก เลือดกระเซ็นเป็นสายออกกลางหลังตามแนววิถีกระสุนทั้งสามนัด ร่างครึ่งบนของเขาผงะหงายในขณะที่เข่าทรุดลงข้างหน้าเหมือนภาพสโลว์โมชั่น

ภาพตัดไป…. ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมคนหนึ่งตบโต๊ะ อาละวาดอยู่กลางห้องประชุมคดี เขาคือสารวัตร หรือไม่ก็หัวหน้า FBI ล่ะมั้ง

“เยี่ยมมาก” เขาตะโกน หน้าแดงก่ำด้วยโทสะ “เขาพุ่งเข้าใส่มือสังหาร คิดจะไปต่อยมันหรือไง”

เจ้าหน้าที่คนอื่นในห้องสลด….

ภาพตัดไปอีก…. เด็กสาววัยทีนเอจคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบจะไปที่ไหนสักแห่ง

หลังจากที่เธอวิ่งลัดเลาะตามตึกไปได้สักพักก็รู้สึกว่าจุดหมายปลายทางอยู่ไม่ไกล แต่คงไม่ดีแน่ถ้ามัววิ่งอ้อมอยู่แบบนี้ เธอเลี้ยวเข้าประตูหลังร้านหนังสือเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง แล้วขอออกประตูหน้า แต่พอโผล่หน้ามาถึงเคาเตอร์ที่น่าจะมีคนเฝ้าร้านนั่งอยู่ เก้าอี้นั้นกลับว่างเปล่า มีเพียงเสื้อนอกสีดำแขวนไว้กับพนักพิง

เธอพลิ้วออกนอกประตูไป

พิธีส่งศพเล็ก ๆ ที่เห็น มีบาทหลวงกำลังยืนอ่านไบเบิ้ล ญาติสนิทในชุดสีดำยืนรายล้อมอยู่รอบโลงศพสีขาวขลิบทอง

เด็กสาวปราดเข้าไปด้วยจิตใจอันว้าวุ่น นี่เธอมาไม่ทันก่อนปิดโลงหรือนี่!

ก่อนที่จะหย่อนกล่องสี่เหลี่ยมนั้นลงไปในหลุมที่ขุดเตรียมไว้ เธอร้องไห้ฟูมฟาย ฟุบหน้าลงที่ขอบโลง ความรู้สึกถาโถมเข้ามา ทั้งเศร้าเสียใจ เจ็บแค้น โกรธเคือง

“แด๊ดดี้ ลุกขึ้นมาสิ” เสียงโฮแหลมก้องของเธอทำให้ทุกคนหยุดชะงัก “แด๊ดดี้ตื่นเดี๋ยวนี้นะ”

แต่เขาก็ไม่ลุกขึ้นมา

หลังจากกลบฝังแล้ว ทุกคนยืนเรียงแถว ฟังเสียงพูดเรียบ ๆ ของบาทหลวง แต่เธอไม่รู้เลยว่าเขาพูดอะไร หรือให้พรอย่างไรบ้าง สมองของเธอจดจ่ออยู่กับสิ่งอื่น…. นั่นคือใบหน้าของฆาตกร

และเมื่อเธอหันหลังกลับมาก็ต้องเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง เหมือนถูกผีหลอกกลางวันแสก ๆ

มันยืนอยู่ที่นั่น! แสร้งทำเป็นก้มหน้าสำรวม ทำไม่รู้ไม่ชี้เหมือนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ แต่เธอจำได้ ใบหน้าที่กลิ้งกลอกและสายตาชั่วร้ายดุจอสรพิษนั่น!

เธอปราดเข้าไปกระโดดบีบคอมันด้วยแรงทั้งหมดที่มี น้ำหนักที่โถมใส่โดยไม่ทันตั้งตัวทำให้มันล้มกลิ้งลง เธอนั่งคร่อม เค้นคอชายคนนั้นอย่างโกรธแค้น แต่มืออรชรทั้งคู่เหมือนบีบอยู่บนท่อนไม้….

“แกฆ่าแด๊ดดี้ เอาแด๊ดดี้คืนมานะ!” เสียงหวีดแหลมดังขึ้นอย่างกราดเกรี้ยว

เจ้าฆาตกรแสยะยิ้ม มันจับข้อมือของเธอข้างหนึ่งแล้วดึงออกอย่างง่ายดาย แต่แม้จะสู้แรงอีกฝ่ายไม่ไหว มือข้างที่เหลือของเธอก็ยังพยายามเค้นลำคอนั้นอย่างไม่ลดละ

“มีคำสั่งเสียไหม แม่หนู” เสียงกระซิบทุ้มต่ำชวนแสยงรูขุมขนดังขึ้น เธอรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว แต่ความกลัวมีหรือจะสู้ความแค้นได้

“ฉันจะฆ่าแก!”

รอยยิ้มชวนหนาวสันหลังแย้มขึ้นอีกครั้ง….

———–

ดูเหมือนในฝันจะจบเท่านี้ หรือจริง ๆ อาจจะมีต่อ แต่ไม่อยากเขียน…. เพราะมันมั่วตั้วมาก ๆ กลายเป็นเรื่องแบทแมนไปซะฉิบ ประมาณว่า แบทแมนที่ใคร ๆ นึกว่าตายแล้วที่จริงยังไม่ตาย (อย่าบอกนะว่านักธุรกิจคนนั้นมันคือบรูซ เวย์น!) เขาแอบซ่องสุมกองกำลังอยู่ในฐานทัพลับกับพรรคพวก มีตาแก่ท่าทางฉลาดและเป็นจอมบงการคนหนึ่ง ชายหนุ่มล่ำบึ้กหน้าเป็นทะเล้นตลอดเวลาอีกคนหนึ่ง นอกนั้นจำไม่ได้ว่ามีอะไรหรือใครบ้าง….

หลังจากนั้นก็มีฉากบู๊ ทั้งขับยาน ทั้งไต่เชือกสลิงอยู่กลางเวหา…. ตีกันนัว สะบั้นหั่นแหลกมาก ตื่นมาโคตรเหนื่อย เหมือนดูหนังมาราธอน เอิกกกกก

แต่ก็มันดีนะ ก๊ากฮ่า!

และมีเรื่องจะสารภาพ คือตอนก่อนตื่น หรือตอนตื่นแล้วนี่ ติดใจฉากที่นักธุรกิจโดนยิงเหลือเกิน โอ้ว เลือดกระฉูดได้ใจสุด ๆ ! แบบมันพร่างพรูออกมาจากกลางหลังเลยนะ…. หงิก แต่ที่ติดใจยิ่งกว่านั้นคือวินาทีมรณะ ขณะที่เขาเผชิญหน้ากับมือปืน คือแม่งคิดไงวะวิ่งออกไปข้างหน้าอ่ะ…. อารมณ์ประมาณ มาฆ่าฉันสิ! อย่ายุ่งกับคนอื่น! ต๊าย อะไรจะพระเอ้กพระเอก แต่มาคิดดูดี ๆ แล้วอาจจะแค่บ้า มาโซ หรือบุ่มบ่ามไม่ยั้งคิดเท่านั้นแหละ เอิ๊ก ฮ่า ๆ ๆ ๆ

Plot จากฝัน ตอนอยู่ญี่ปุ่น วันอังคารที่ 11 มีนาคม 2551

บ่นย้อนหลังหน่อย…. ทำไมอ่ะทำไม ทำไมต้องมาไอเดียบรรเจิดในฝันเอาตอนที่กำลังรีบ ๆ ด้วยอ่ะ…. แบบว่าเช้าวันนี้เป็นวันที่ต้องตื่นเช้าแล้วออกไปข้างนอกพร้อมพี่ ๆ อ่ะ แล้วต้องรีบตื่นมาล้างหน้า แปรงฟัน แต่งตัว เขียนหน้า ผัดแป้ง ทาปาก… แต่จะไม่พิมพ์ก็ไม่ได้ เดี๋ยวความรู้สึกมันจางไปแล้วจะลืมอีก เลยต้องพิมพ์อย่างเร่งด่วนด้วยสปีดเต็มที่…

************************************

สถานการณ์ : นั่งอยู่ใกล้ ๆ บุคคลอันตรายที่มีความสามารถในการต่อสู้มาก และ(อาจจะ)มีอำนาจพิเศษระดับที่ฆ่าคนให้ตายได้เพียงแค่โบกมือ เราเป็นใครก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าตัวเองในฝันกำลังนั่งจ้องเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย แรก ๆ ก็รู้สึกเหมือนเฝ้าระวังมือคู่นั้นเพราะระแวงภัยอยู่หรอก แต่จ้องไปจ้องมา ไหงมัวไปชื่นชมความเรียวงามของนิ้วเขาแทนล่ะนี่

บุคคลคนนั้น : หล่อหวาน หน้าสวย แต่สวยแบบฆ่าคนตายได้อ่ะ ลองกลับบ้านไปเปิดการ์ตูนดูละกัน เรื่องที่พระเอกใช้เพลงมวยเทพจิตติ แล้วจะมีฝ่ายผู้ร้ายที่เป็นนักเปียโน มีน้องสาวแบ๊ว ๆ แล้วต้องใช้เครื่องช่วยชีวิตอยู่ตลอดนั่นแหละ หล่อเย็น ดูเยือก เหมือนไม่ใช่มนุษย์ประมาณนั้น

สถานที่ : ยังกับเป็นห้องสมุด…. คือเป็นที่ที่เงียบ สงบ สงัด และให้ความรู้สึกว่าเป็นที่ซึ่งเหมาะกับการใช้สมาธิ

————————————–

ผมทอดสายตาลงมองเรียวนิ้วสีจาง ซึ่งไล้ไปมาบนหน้าหนังสือ และขยับเขยื้อนอย่างคล่องแคล่วเมื่อเปิดพลิกกระดาษไปหน้าถัดไป (ตรงนี้อยากเติมอะไรอีกหน่อย ให้มันรู้สึก “ยาวนาน” เหมือนที่เห็นในฝัน เพราะในฝันนั่นรู้สึกตึงเครียดและประสาทตื่นตัวอยู่นานมาก เหมือนเราต้องกลั้นหายใจไปหลายอึก) ….. และขณะที่กำลังเพ่งพิจมือข้างนั้นอยู่อย่างลืมตัว เจ้าของมือซึ่งกระทำทุกอิริยาบถอยู่อย่างเป็นธรรมชาติ เสมือนไม่ได้ใส่ใจในการมองระดับจาบจ้วงของผมเลยแม้แต่น้อย ก็เงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มเยือกเย็น แล้วถามผมด้วยเสียงนุ่ม ๆ ว่า

“มีอะไรหรือครับคุณตำรวจ” (ตอนพิมพ์ ๆ อยู่ จู่ ๆ ก็แวบขึ้นมาว่า 1st person view นั่น เจ้าของคือตำรวจ?!)

“ผมกำลังคิดอยู่ว่า…” ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงทะลึ่งบอกความในใจออกไปตรง ๆ “เป็นมือที่สวยมาก จนผมชักจะรู้สึกอยากลองถูก sting ดูสักครั้ง”

(ตรงนี้เหมือนในฝันมันให้ความรู้สึกลังเล อึกอัก และหวาดระแวงมากกว่านี้อ่ะ แต่ตอนนี้ยังบรรยายไม่ออก)

เขายิ้มอีกครั้ง คราวนี้ใช้สายตาด้วย และยิ้มที่หวานจนแทบหยดนั้นก็เหมือนจะส่งข้อความมาถามผมว่า ต่อให้โดนแล้วถึงตาย ก็ยังอยากลองอยู่หรือเปล่า แล้วระหว่างที่ผมกำลังเบลอ ๆ สมองหมุนเพราะตกใจที่หลุดปากอะไรบ้า ๆ ออกไป เขาก็ยื่นมือขาว ๆ ข้างนั้นออกมาข้างหน้า ตามแบบแผนการทักทายด้วยมารยาทธรรมดาสามัญ

สัญชาติญาณป้องกันตัวของผมพยายามต่อต้านสิ่งที่หัวใจเรียกร้องสุดชีวิต ไม่นะ ห้ามจับ อันตราย! หยุด อย่ายื่นมือออกไป… มันถึงตายเชียวนะเฟ้ย

แต่กว่าสมองของผมจะคิดมาถึงประโยคสุดท้ายมันก็สายไปเสียแล้ว ผมยื่นมือออกไปจับกับคนตรงหน้าด้วยสภาพใจลอยเหมือนกำลังละเมอ ระหว่างที่กำลังจินตนาการล่วงหน้าไปไกลแล้วว่าผมจะถูก sting อันแสนเจ็บปวดอย่างไร เขาก็ทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมายยิ่งกว่านั้น

ผมเห็นมือเนียนสวยของเขายกขึ้นทั้ง ๆ ที่ยังไม่ปล่อยมือของผม จนกระทั่งหลังมือข้างนั้นลอยขึ้นไปจรดกับริมฝีปากนุ่มของเขา

พระเจ้า! ผมรู้สึกเหมือนถูกจู่โจมครั้งใหญ่จนพลังชีวิตลดลงไป 300 จุด

*****************************************

จบละ ฝันแบบนี้จริง ๆ และในฝันกระแสความคิดคำนึงของเราก็แล่นไปประมาณนี้จริง ๆ ยังไม่ได้ต่อเติมอะไรเลย

แบบว่า ฝันโคตรมาโซฯเลยฟ่ะ ไรเนี่ย อยู่ดี ๆ ไม่ว่าดีเสือกอยากลองลิ้ม “สวยสังหาร” ฮ่า ๆ ๆ ชีกอไม่คิดชีวิตเลยจริง ๆ

แต่ก็กำลังคิดอยู่ว่า จะให้มันทักทายและแนะนำตัวกันเฉย ๆ จะดีมั้ย…. อยากยืดเวลามาโซออกไปให้มากกว่านี้อ่ะ เกริ๊กกกกซ์

- To be Continued ….. Later, Later On -