Archive for the [Misc] Ramblings Category

**Copy มาจากที่เซฟไว้ใน blog FFXI**

แง่ง….

ด้วยเหตุผล(โง่ ๆ)บางประการ ทำให้เข้าบล็อกมืดไม่ได้ กะจะเขียนอะไรเล่นซะหน่อยก็เลยเขียนไม่ได้ ต้องมาฝากไว้ในนี้ พอกลับบ้านค่อยใช้วิชามารก๊อปแปะไปแปะใส่บล็อกมืดละกัน….

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า มาหัวหินหนนี้บูดดดดดดดดดดดดดด

บูดหลายเรื่อง ด้วยทำตัวเองบ้าง เหตุอื่นบ้าง

บูดที่หนึ่ง….

ตอนออกจากบ้าน ด้วยความรีบและมัวแต่ห่วงของกินเครื่อง โน้ตบุ๊ค เลยลืมกระเป๋าถือทั้งใบไว้บนเตียง แล้วกว่าจะนึกออกว่าตัวเองไม่มีทั้งกระเป๋าเงินและโทรศัพท์ติดตัว ก็ห่างจากบ้านประมาณ 30 กิโลเมตรได้

อนึ่ง ตุ๊กตาหมีแพนด้าก็โดนลืมไว้เช่นกัน มานึกได้ตอนจะนอน ว่าไม่มีตุ๊กตาให้กอด แง่ง ๆ

บูดที่สอง

มาถึงหัวหินแล้ว ต่อไวร์เลสแลนไม่ได้ เพราะ…. เพราะ…. ร้านที่เราไปซื้อโน้ตบุ๊คมา เค้าลงโปรแกรมทุกอย่างให้จนดูดี เราเลยตายใจ ไม่ได้เอาแผ่นไดรเวอร์บลา ๆ ๆ มาด้วย แต่ปรากฏว่า เค้าไม่ได้ลงไดรเวอร์ไวร์เลสให้!!!! ฉะนั้นเลยต้องทนนั่งโต๊ะเฝ้าเราเตอร์ และเสียบสายแลนสั้นจุ๊ดจู๋อยู่ที่โต๊ะซึ่งแสนจะนั่งไม่สบายยยยยยยยยยย อ๊ากกกก เก้าอี้ก็ไม่ดี โต๊ะก็สูงไป นั่งทำงานแล้วโคตรเมื่อยไหลและปวดหลัง ฮ่วย!!!

บูดที่สาม

ใช้สายแลนต่อ จนเล่นเนตได้ก็จริง แต่เนตเน่าเต่าถุยมาก ๆ อัพไฟล์งานจนาด 27 เม็กเฟลไปหลายรอบ (ก่อนหน้านั้นพยายามส่งทาง MSN แต่ก็เน่าไปตามระเบียบ) ขนาดหั่นด้วย RAR จนกลายเป็น 5 ไฟล์ ไฟล์ละ 5 เม็กกว่า ๆ ยังอัพเดี้ยงอัพเดี้ยงเพราะเนตหลุดถี่มาก แต่ในที่สุดหลังจากที่ตะเกียกตะกาย พยายามอย่างแสนสาหัส และเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอยู่นาน ในการดูน้องชายกับพ่อแก้ปัญหาที่เราเตอร์ให้ (กรั่ก) เราก็อัพไฟล์เสร็จ (รวมทั้งไฟล์ที่สอง ซึ่งมีขนาด 44 เม็ก) ตอนประมาณตีสาม แล้วก็ถึงเวลานอน คร่อกกกกกก

บูดที่สี่

ตื่นมาตอนตีเท่าไหร่ไม่รู้ (นาฬิกาข้อมือไม่มี มือถือก็ไม่มี เลยดูเวลาตอนมืด ๆ ไม่ได้ ก่ะแง) น้ำมูกไหลเจ้าค่ะ แล้วก็จามอย่างแรง คันคอคันจมูกไปหมด โอย หัวหินทำพิษอีกแล้ว…. แต่เอ๊ะ ทำไมมันหนาวขนาดนี้(วะ) เปิดไฟดูสวิทช์แอร์หน่อยดิ๊ …. งั่ก ๆ ๆ แอร์ 22 องศาพะย่ะค่ะ เลยหรี่แอร์ด้วยความรีบ (พลางสั่งน้ำมูกจนหมดกระดาษไป 4 แผ่น) แล้วก็เข้าห้องน้ำ ฉี่ แล้วก็ดื่มน้ำ (แก้คันคอ) แล้วก็คลานไปนอนต่อ แต่ด้วยความคัดจมูกกับคันคอทำให้นอนไม่ค่อยหลับ

บูดที่ห้า

ตื่นมาตอนเก้าหรือสิบโมง หัวหนัก ๆ ลุกไม่ขึ้น เลยนอนต่อ จนแม่มาเรียกให้ตื่น ก็ปรากฏว่าเที่ยงแล้ว =o=;; กินข้าวไข่เจียวแบบวิงเวียนเลี่ยนน้ำมัน อันนั้นยังไม่เท่าไหร่ แต่ถูกคุณย่าวิจารณ์เรื่องนอนดึกมากและตื่นสายโด่งเลยบูด กินข้าวเช้า(ตอนที่ครอบครัวกำลังกินข้าวเที่ยง)เสร็จแล้วก็ทำงานต่อ

บูดที่หก

คุณแม่เคยสอนว่าเสียงเล่นสนุกสนานของเด็ก ๆ คือเสียงสวรรค์ ฟังแล้วอย่าหงุดหงิด แต่ แม่คะ หนูจะบ้าตาย รู้สึกเหมือนตกนรกยังไงก็ไม่รู้!!! อยากตะโกนออกไปดัง ๆ ว่า ใครก็ได้ช่วยหิ้วนังเด็กคนนั้นและฝูงเด็กคอนโดข้าง ๆ ไปทิ้งไกล ๆ ที กรี๊ดอยู่ได้ อ๊ากกกกกกกก

ฮือ…. เวลานอนเนี่ยใครจะเอะอะยังไงเราก็นอนได้อะนะ แต่ถ้าทำงานอยู่แล้วงานต้องใช้สมาธิมาก หรืองานมีปัญหามาก จะทำให้ความอดทนต่ำลง ทนเสียงเจี๊ยวจ๊าวไม่ค่อยได้ โดยเฉพาะเสียงกรี๊ดแหลมแบบแทงประสาทหูอย่างนี้

บูดที่เจ็ด

หลังจากพี่กิฟท์ตรวจงานแล้วสอนอะไรเพิ่มนิดหน่อยแล้ว เราก็แก้งาน แล้วอัพใหม่ แต่อัพไม่ได้…. งานทั้ง 27 เม็ก และ 44 เม็กที่แก้เสร็จแล้ว(หลายรอบ)เลยยังส่งไปให้พี่กิฟท์ดูผ่านตาไม่ได้ แต่ก็ทิ้งเวลาโดยเปล่าประโยชน์ไม่ได้ เลยต้องก้มหน้าก้มตาทำไฟล์ที่สามต่อไป ฮือ…. เนตม่างงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง กวงติงงงง!! โมโหเฟ้ย!!!

บ่นจบละ

เพิ่งระลึกได้ว่าเราอยากเขียนเรื่องอื่นนี่หว่า

คือตอนนั่งเป็นเนวิเกเตอร์ให้คุณพ่อตอนขามา ก็มีบางช่วงที่ง่วง ๆ แต่ด้วยความที่ไม่อยากหลับ อยากอยู่เป็นเพื่อนคุยให้พ่อตอนขับรถ เลยพยายามถ่างตาไม่ยอมหลับ ระหว่างนั้นสมองก็คิดอะไรเรื่อยเปื่อย เพื่อไม่ให้ว่าง จะได้ตื่นต่อได้ มีอยู่ช่วงนึงก็ไปนึกถึงหนังสือ Nothing to Fear ที่ได้มาจากเต้น แล้วก็คิดว่า เออ ลองมาตั้งชื่อไทยให้มันดีกว่า ว่าถ้าไม่เอา “กลัวใจ” อย่างที่กองบก.เขาคิดมา เราจะตั้งชื่อว่าอะไร

ไม่มีอะไรให้กลัว?

ไม่กลัว?

อย่ากลัว?

(อืมมม ยังไม่ใช่นะ)

ไม่กลัวอะไร?

อะไรก็ไม่กลัว?

บ่ยั่น?

(มาได้ไงวะ)

มิเกรงสิ่งใด?

มิพรั่นพรึง?

มิมีอันใดให้เกรง?

(ยาวไป แสด)

ไม่หวั่นหวาด?

ไม่หวาดหวั่น?

ไม่หวั่นแม้วันมามาก (ไม่ใช่แล้วเฟ้ยยยยยยยยยย)

(เอ หนังจีนมี ไร้พ่าย ไร้รัก เราลอง ไร้กลัวมั่งดีกว่า)

ไร้พรั่น?

(เอ่อ….)

ไร้สิ่งสะพรึง?

ไร้สิ้นซึ่งความกริ่งเกรง?

(ยาวไปอีก แง่ง)

(=_=;;)

นั่งเป็นเนวิเกเตอร์ แล้วสักพักก็เงียบไป….. คิดอะไรเรื่อยเปื่อยแล้วพ่นหัวเราะออกมาเป็นพัก ๆ พ่อคงงงง ลูกกูเป็นอะไร 555

เออ….. แต่คิดชื่อหนังสือนี่ยากกว่าที่จินตนาการไว้มากเลย การหาวลีให้สื่อถึงชื่อภาษาอังกฤษดั้งเดิม แล้วให้มันฟังดูไม่ประหลาด เหมาะสำหรับใช้เป็นชื่อหนังสือขึ้นหน้าปกเนี่ย มันต้องอาศัยความสร้างสรรค์แล้วก็ใช้คลังคำเยอะเลยเนอะ สรุปว่าเดี๊ยนไม่สามารถฮ่ะ

แต่ไว้อ่านจบแล้วค่อยมาลองตั้งชื่ออีกรอบ (แต่คิดว่ามาทริปนี้คงไม่มีเวลาอ่าน T^T)

วาย แล้วเป็นไงอ่ะ? (มีปัญหาเหรอเพ่!?)

สองวันนี้มีโอกาสไปเกาะเวทีดูอะไรประหลาด ๆ

เอาเป็นว่า ก็เวทีเดิมที่อิฉันชอบไปมุงนั่นล่ะค่ะ พันติ๊บ….เจ้าเก่า แหล่งความบันเทิง เอ๊ย ไม่สิ แหล่งมวยชั้นยอดที่ฉันชอบไปมุงแบบติดขอบเวที และบางครั้งก็กระโดดข้ามเชือกเข้าไปแจมกับเขาด้วยเพราะความมันและคันมือ อิอิ ตีกันนัวเลยค่ะ มีสารพัดรูปแบบ ทั้งมมวยชั้นเชิง มวยรอบคอบ มวยวัด และแม้แต่มวยใต้เข็มขัด อู๊ยดุเด็ดเผ็ดมันมาก ขอบอก แม้ว่าอ่านแล้วจะแอบรำคาญคนมุงหรือคนเชียร์บางคน ที่ช่วยชกไม่ดูตาม้าตาเรือ แล้วยังทำให้ฝ่ายที่ตัวเองเชียร์เสียคะแนน (ในสายตาคนดูอย่างเรา ที่แอบให้คะแนนคู่ชกแต่ละคนอยู่ในใจไปด้วย) อีกต่างหาก

แล้วไปมุงเค้าทำไม?

ก็มีคนโยน link มาให้ดูอ่ะ ลองคลิกเข้าไปเห็นว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะเราเองมีงานอดิเรกชอบเขียนนู่นเขียนนี่ และเคยติดตามอ่านและให้ความเห็นในกรณีพิพาทว่าด้วยการลอกผลงาน หรือแอบอ้างผลงานมาแล้วหลาย ๆ คดี ก็เลยลองอ่านกระทู้ดู….

และแน่น้อนนนน มนุษย์เราน่ะ อะไรที่ตัวเองไม่เดือดร้อน แต่น่าสนุกหรือแปลกดีล่ะก็ ย่อมสุขไปกับมันค่ะ จะว่ามีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นก็พอได้นะ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ถือคติ “มุงเรื่องชาวบ้านคืองานของเรา” อย่างนี้ เหอ ๆ ตอนนี้เรื่องเกิดกับคนอื่นก็มุงไปแจมไป ยังสนุก ยังขำได้ ไว้รอให้เกิดปัญหาเดียวกันกับตัวเองก่อนสิจะขำไม่ออก ก๊าก) และที่สำคัญ นอกจากเรื่องการกล่าวหาว่ามีการลอกแล้ว หนนี้บังเอิญมีการคาดเดาอะไรบางอย่างที่พาดพิงมาถึงเรื่องประเด็นทำนองว่า “วายแล้วมันหนักหัวใคร” ด้วย จนเรื่องมันบานปลาย พายเรือออกนอกอ่าวไปไกล เบี่ยงประเด็นกระทู้ไปหลายองศา จนร้อนถึงคนรอดูคู่เอก ต้องมาช่วยพายกลับเข้าฝั่งหลายราย

อ่านไปอ่านมาของขึ้นค่ะ…. มีหลายประเด็นที่อยากเขียนตอบมากกกกกกกกกก แต่มันไม่ใช่ประเด็นหลักที่เจ้าของกระทู้ต้องการ (เจ้าของกระทู้ต้องการแค่พิสูจน์ตัวเอง ล้างมลทินและข้อกล่าวหาเรื่องลอกสปอยล์จากเว็บบล็อกต่างประเทศเท่านั้น) ก็เลยต้องแอบมาเขียนในมุมมืดส่วนตัวของตัวเองเยี่ยงนี้

เรื่องของเรื่องเกิดจาก ค่านิยม รสนิยม และคตินิยมที่ไม่ตรงกันของคนสองประเภท คือ ประเภทที่ชอบวาย (Yaoi) เป็นชีวิตจิตใจ กับประเภทที่เกลียดวายเหมือนเกลียดขี้!

ถ้าคนสองประเภทนี้มาพบกันโดยไม่ไม่มีการประนีประนอมให้อีกฝ่าย มันจะเกิดอะไรขึ้น?!

ฝ่ายหนึ่งบอกว่า ชายคู่หญิง คือสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมา เป็นเรื่องสามัญ เป็นเรื่องปรกติ
(โดยที่มีบางส่วนอคติหนักถึงขั้นระบุว่าคนที่ชอบวายน่ะเป็นพวกจิตวิปริต)

อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า ความรักไม่แบ่งแยกเพศ เป็นเรื่องของโลก ชายคู่ชายไม่ใช่เรื่องผิด
(โดยที่มีบางส่วนบอกว่า คนที่ต่อต้านวาย/เกลียดวาย เป็นพวกโลกแคบ ใจแคบ)

ฉันเห็นด้วย (และไม่เห็นด้วย) ค่ะ

จะสุดโต่งกันไปถึงไหนคะคู้ณณณณ

แค่รสนิยมไม่ตรงกัน ค่านิยมไม่ตรงกัน ต้องฟาดฟันกันให้อีกฝ่ายตายจากไปจากโลกเลยมั้ยเนี่ย? คนที่ชอบไม่เหมือนกัน เกลียดไม่เหมือนกัน ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่ได้นี่นา แค่เคารพในความคิดส่วนบุคคลของอีกฝ่าย ไม่ยัดเยียดทัศนคติของตนให้อีกฝ่าย และไม่ดูถูกเหยียดหยามในสิ่งที่เขาชอบหรือในสิ่งที่เขาเป็น คนที่มีรสนิยมตรงกันข้ามกัน 180 องศา ก็สามารถคบหากันอย่างสมานฉันท์ได้

ปัญหาปีนเกลียวที่เกิดอยู่ตอนนี้ (หมายถึงการกระทบกระทั่งกันทั่ว ๆ ไปในสังคม ไม่ว่าจะสังคมจริงนอกจอ หรือสังคมเสมือนในโลกอินเทอร์เน็ต) ก็เกิดเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่าย ใช้อคติมาตั้งป้อมรังเกียจซึ่งกันและกัน หรือใช้คำพูดทำร้ายจิตใจกัน บางครั้งอาจรุนแรงถึงขนาดไม่ถนอมน้ำใจ ด่าทอจนเหมือนไม่เห็นว่าอีกฝ่ายเป็นมนุษย์ โดยยึดหลักว่าตนเองถูกเสมอ คนอื่นผิด และใจแคบ เพียงเพราะเขาไม่ยอมมองโลกแบบที่เรามอง!?

แรงไปแล้วมั้ง? กับแค่ขัดแย้งเรื่องทัศนคติ เรื่องรสนิยมเนี่ยนะ?

ถึงรสนิยมของเราถูกประณามหยามเหยียด

….ก็ใช่ว่าโลกนี้จะพังทลายลง

….ก็ใช่ว่าสิ่งที่เราชอบจะสิ้นสลายลง

….ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นจะต้องยัดเยียดรสนิยมของเราให้คนอื่นมาชอบด้วย

….และยิ่งไม่จำเป็นที่จะต้องไปต่อว่าต่อขานพวกเขาว่าใจแคบหรืออะไร


ถึงคนอื่นจะคลั่งใคล้ในสิ่งที่เรารังเกียจ

….ก็ใช่ว่าโลกนี้จะพังทลายลง

….ก็ใช่ว่าสิ่งที่เราชอบจะสิ้นสลายลง

….ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นจะต้องยัดเยียดสิ่งที่เราเรียกว่า”ปรกติ”ให้คนอื่นเอาไปยึดถือด้วย

….และยิ่งไม่จำเป็นที่จะต้องไปต่อว่าต่อขานพวกเขาว่าวิปริตหรืออะไร

สำหรับฉัน ที่ชอบวาย และเริ่มชอบมานานประมาณ 12 ปีแล้ว (ตั้งแต่เพิ่งขึ้นม.ปลายแน่ะ คิดดูสิ!?) ฉันเชื่อมั่นว่าตนเองไม่ได้วิปริต ไม่ได้ผิดปรกติ เพราะมันเป็นความชอบส่วนบุคคล เป็นรสนิยม และฉันเชื่อว่าตัวฉันดีพอ จึงไม่จำเป็นจะต้องสะทกสะท้านเวลาที่มี “คนที่ไม่ยอมเข้าใจ” และ/หรือ “คนที่ไม่ยอมแม้แต่จะพยายามทำความเข้าใจ” มาว่ากล่าวเหล่าสาวกวายเสีย ๆ หาย ๆ เพราะเหตุว่าทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ! (และพูดไปก็ป่วยการ เหมือนสีซอฯ)

แต่ มันก็ไม่ใช่หน้าที่ และไม่ใช่เรื่องดีงามหรือน่าภาคภูมิ ที่จะไปเที่ยวป่าวประกาศถึงความเป็นสาววายของฉัน ฉันไม่จำเป็นจะต้องไปชักจูงหรือโฆษณาใคร ๆ ให้หันมาชอบวาย ไม่จำเป็นจะต้องพยายามคัดง้างหรือโน้มน้าว หรือถึงขั้นบังคับขู่เข็ญ ดุด่าว่ากล่าวพวกคนที่ไม่ชอบ หรือคนที่ถึงขั้นรังเกียจวาย ให้หันมาชอบวาย หรือหันมายอมรับวาย ความเป็นสาววายของฉัน….ใครจะรู้ก็รู้ไป ไม่ได้ปิดบังอะไร ส่วนใครไม่รู้ก็ไม่ใช่ธุระของฉันที่จะต้องไปสะกิดบอกให้เขารู้ว่า “นี่ ๆ ฉันเป็นสาววายนะ” ส่วนใครจะรู้แล้วขอดูบ้าง รู้แล้วรับได้ รู้แล้วเฉย ๆ หรือรู้แล้วร้องยี้ ก็ไม่ใช่ธุระอะไรของฉันเหมือนกันที่จะต้องไปเปลี่ยนรสนิยมของเขาให้มาเป็นพวกเดียวกัน

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ใกล้ตัว

ทุเรียนค่ะ!

ทุเรียน!

เหตุที่ต้องเป็นทุเรียนเพราะว่าตัวฉันเองเกลียดทุเรียนมาก! รู้สึกว่ามันมีกลิ่นเหม็นอันสุดจะทานทน ขนาดแค่เดินผ่านร้านที่ขายทุเรียนปอกเปลือกแล้วก็อยากแหวะขึ้นมาทันที แต่คนที่บ้าน ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และพี่สาว ชอบทุเรียนมาก! ทว่า เราอยู่ร่วมกันได้ค่ะ ฉันไม่เห็นจะต้องลุกขึ้นมาร้องแรกแหกกระเชอ บอกว่าแบนทุเรียน! บ้านนี้ห้ามเอาทุเรียนเข้ามากิน! และพ่อแม่ กับพี่ของฉัน ก็ไม่ได้พยายามบังคับให้ฉันชอบทุเรียน รวมทั้งไม่บังคับให้ฉันนั่งในห้องที่เขากินทุเรียนกันด้วย

ก็มันเหม็นนี่! หลบได้ฉันก็หลบ เพราะไม่อยากได้กลิ่น ถ้าใครกินแล้วมาเรอใส่ใกล้ ๆ ฉันก็บ่น หรือไล่ให้ไปแปรงฟัน และบอกว่าอย่ามาเรอใส่จมูกอีกนะ ต่อให้คนกินจะบอกว่าทุเรียนน่ะหอม หวาน อร่อย เป็นสุดยอดแห่งผลไม้ เป็นราชาแห่งผลไม้ทั้งปวง

ฉันเคยลองพยายามกินดูหนหนึ่งเหมือนกันนะทุเรียนเนี่ย คุณแม่เลือกพูที่ยังไม่สุกมาก กลิ่นไม่แรงมาให้ชิมคำหนึ่ง แค่เอาเข้ามาใกล้ปากก็จะเป็นลมแล้ว แต่ก็อุดจมูกแล้วกินลงไป มันมีรสหวานจริง ๆ อย่างที่ทุกคนในบ้านโฆษณาค่ะ แต่รสสัมผัสของมันไม่ถูกรสนิยมของฉัน แล้วไหนจะกลิ่นที่แสนรุนแรงนั่นอีก! สุดท้ายแม้จะดื่มน้ำตามเข้าไปสองสามอึกเป็นการล้างปาก ฉันก็”แหวะ”ออกมาตามธรรมชาติอยู่ดีค่ะ (เสียดายอาหารมื้อเย็นมาก!)

วายก็คล้ายกับทุเรียนนี่แหละค่ะ บางคนบอกว่าหอม หวาน อร่อย บางคนบอกว่าเหม็น คนที่บอว่าเหม็น ไม่ชอบ เกลียด บางคนอาจจะแค่ได้กลิ่นก็ไม่ชอบแล้ว ไม่เคยลองพยายามชิมดู แต่บางคนก็เคยชิมแล้วแต่ก็ยังเกลียดอยู่ ซึ่งมันก็ไม่ใช่ความผิดของเค้าเลยใช่มั้ยล่ะคะ? รสนิยมส่วนตัวนี่ อะไรที่รับไม่ได้ก็คือรับไม่ได้

ยี่สิบกว่าปีมาแล้วนะคะ ที่ฉันต้องเห็นทุเรียน ได้กลิ่นทุเรียน เหม็นทุเรียน และเกลียดทุเรียน
ทั้งที่ไม่ชอบกลิ่น แต่ก็ต้องพบปะกับมันทุกครั้งที่ถึงฤดูทุเรียน และคนในครอบครัวซื้อมากิน

แต่ฉันก็ไม่เคยที่จะชี้หน้าว่าใครที่ชอบทุเรียนว่าเป็นพวกวิปริตชอบกินของเหม็น
หรือลุกขึ้นมาขับไล่ไสส่งให้ออกไปพ้น ๆ ไกล ๆ จากฉัน อย่าให้ฉันได้กลิ่น (ฉันเดินหนีเองได้ค่ะ มีเท้า ไม่ใช่เป็นง่อย)

ในขณะเดียวกันคนในบ้าน หรือคนอื่นที่ชอบทุเรียน ก็ไม่มีใครลุกขึ้นมาด่าค่ะว่าฉันโง่ ไม่เห็นค่าของราชาแห่งผลไม้ หรืองี่เง่า มีของดีแล้วไม่รู้จักหัดกิน!

รสนิยมนะคะ เรื่องส่วนตัวค่ะ บังคับกันไม่ได้

เราเชื่อว่าชาววายหลาย ๆ คน อยากให้สังคม หรืออย่างน้อยก็คนรอบข้าง ยอมรับเราในสิ่งที่เราเป็น โดยที่ยอมรับสิ่งที่เราชอบด้วย ไม่มองเราด้วยอคติหรือสายตารังเกียจ ไม่เหยียดหยามเราเพราะแค่รสนิยมของเราไม่เหมือนเขา

ถ้าอยากให้เป็นเช่นนั้น แล้วเริ่มด้วยการที่คนรอบข้าง “ไม่ชอบแต่ก็ไม่เกลียด” มันก็คงไม่ยากหรอกค่ะ เพราะเริ่มที่ 0 และที่เราต้องการก็คือ 0 หรือ +

ในเมื่อเขาไม่ได้รังเกียจอยู่แล้ว ถึงเขาจะรู้ว่าเราชอบแบบนี้ก็คงรู้สึกเฉย ๆ ไม่มาตั้งอคติต่อว่าอะไรเราหรอกค่ะ

แต่ถ้ามันเริ่มที่เกลียด หรือรังเกียจล่ะคะ? เราต้องทำจาก - ให้เป็น 0 ก่อนนะคะ อยู่ ๆ จะให้ + เลยมันเป็นไปไม่ได้

เพราะคนเราถ้าเกลียดหรือรังเกียจแล้ว ถ้ามีอะไรมากระทบความรู้สึกในแง่ลบปุ๊บ ความเกลียดจะยิ่งทบเพิ่มได้ง่ายค่ะ

เมื่อสมัยมีเรื่องเกี่ยวกับรายการหลุม*ปี๊บ* ฉันเองก็รู้สึกนะคะว่า ถ้าทุกคนชื่นชมหรือชื่นชอบวายกันเงียบ ๆ ไม่ไปทำตัวเด่นหรือสะดุดตาใคร ก็คงไม่ดึงดูดให้ใครเขาหันมาเพ่งเล็งได้ง่าย ๆ หรอกค่ะ เห็นในคลิปวีดีโอที่ดักถ่ายในร้านการ์ตูนแล้วรู้สึกว่า พฤติกรรมบางอย่างของสาววายบางคนมันเตะตาจริง ๆ ไม่แปลกเลยที่จะทำให้ถูกจับตามอง มันเหมือนชักศึกเข้าบ้านราดี ๆ นี่เองค่ะ แหม ใครเค้าจะบุกฝ่ากำแพงเมืองเราเข้ามาล่ะคะ ถ้าเราไม่ทำให้เขาเห็นช่องโหว่ที่กำแพง…. ลงมีรอยร้าวล่ะก็ ข้าศึกที่ไหนเห็นก็ย่อมอยากประชิดมาตีกำแพงเมืองทั้งนั้น

ถึงเราไม่ได้ทำไม่ดี (ในที่นี้หมายถึง “อนาจาร”) แต่ในหมู่เรามีสิ่งไม่ดีปะปนแปลกปลอมอยู่ ก็ไม่แปลกใช่มั้ยที่คนนอกเขาจะเพ่งเล็งและเล่นงานตรงจุดนั้น

อันนี้เราก็ต้องมองความเป็นจริงของโลกกันก่อนนะคะ ว่ารสนิยมวายเนี่ยยังไม่เป็นที่ยอมรับกันในวงกว้างขวางอย่างเปิดเผย (โดยเฉพาะในประเทศไทย) แต่ยังเป็นกลุ่มเฉพาะอยู่เพราะฉะนั้นถ้าจะมีคนมองว่าผิดปรกติก็ย่อมไม่แปลก ถามว่าชอบวายผิดมั้ย? เราขอตอบเต็มปากเต็มคำว่าไม่ผิดค่ะ! แต่ถ้าถามต่อว่า แล้วคนที่เกลียดวายล่ะผิดมั้ย? เราก็ต้องตอบว่า ไม่ผิดค่ะ! เหมือนกัน

เพราะมนุษย์โลกเป็นปัจเจกชน แต่ละคนจึงแตกต่างกันไป และมีความคิด ค่านิยม ทัศนคติ รสนิยม และขอบเขตของการยอมรับ แตกต่างกันไป

ถ้าเราต้องการให้คนรอบข้างยอมรับเราในความเป็นสาววายแบบที่เราเป็น

เราก็ต้องยอมรับคนรอบข้าง ในความเป็นคนยึดมั่นต่อความ”ปรกติ”ในสายตาของเขาเช่นกัน


ถ้าเรามัวแต่คิด หรือมัวแต่พูดว่า คนที่ไม่ยอมรับวาย มองวายเป็นเรื่องวิปริตน่ะ เป็นพวกโง่ จิตใจคับแคบ

เราเองก็จิตใจคับแคบไม่แพ้พวกเขาล่ะค่ะ


ทำไมสาววายถึงไม่ชอบให้ใครมาด่าวาย มาด่ารสนิยมของเรา มาหาว่าเราวิปริต?

เพราะเรารับไม่ได้ใช่ไหมที่เราถูกกระทำหรือถูกมองเหมือนเป็นตัวประหลาดของสังคม

เรารับไม่ได้ใช่ไหมที่บางคนในสังคมรังเกียจเราหรือว่าเราเสีย ๆ หาย ๆ แค่เพราะรสนิยมของเราไม่เหมือนคนอื่น?

ฉันใดก็ฉันนั้นค่ะ….

คน”ปรกติ”เขาก็ไม่ชอบเหมือนกันที่มีใครมาด่า”ความปรกติ”ของเขา หาว่าเขาโง่ ใจแคบ

หรือบางทีก็มองว่าเขาเป็นตัวประหลาดหลงยุค ไม่พัฒนา ความคิดโบราณเป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปี

เขาก็คงรับไม่ได้เหมือนกับเรานั่นแหละ ถ้าเขาถูกด่าต่าง ๆ นานา แค่เพราะเขาไม่อาจเข้าใจหรือเข้าถึงในโลกแห่งสวนดอกไม้สีม่วงของพวกเรา

เราเป็นมนุษย์นะคะ

เขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน

เคารพในทัศนคติของกันและกันในฐานะมนุษย์ ให้เกียรติกันและกันในฐานะมนุษย์ ไม่ต้องแบ่งแยก ไม่ต้องเอาความแตกต่างมาเป็นอคติดีกว่านะ

และสำหรับทั้งสองฝ่าย….

การเชื่อมั่น เชื่อถือ และเชื่อในตนเองในสิ่งที่ตนเองชอบ หรือคิดว่า”ถูกต้อง” มันไม่ผิดหรอกค่ะ

แต่ความถูกต้องของคนเรานั้น ถ้าคนอื่นจะเห็นพ้องด้วย เขาก็จะเห็นพ้องกับเราเองโดยเราไม่ต้องบังคับ หรือไม่ต้องไปสาดโคลนใส่สิ่งที่เขาเชื่อถืออยู่ก่อนหรอกนะคะ

การที่เหยียดหยามหรือกดคนอื่นให้ต่ำลง ไม่ว่าจะโดยการกระทำหคือคำพูด ด้วยการว่ากระทบ เหน็บแนม หรือด่าสาดเสียเทเสีย มันไม่อาจทำให้คนเราสูงส่งขึ้นมาได้หรอกค่ะ

ถ้าเราเชื่อว่าเราถูกต้อง เราดูดีอยู่แล้ว…. ก็ไม่ต้องพยายามเหยียบคนอื่นให้จมดินหรอกค่ะ เพราะเราย่อมดูดีอยู่แล้วด้วยตัวของเราเอง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปกดคนอื่นให้ดูต่ำลงหรอก

ใช่มั้ย?

โลกนี้ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำนะคะ

การไม่ขาว ไม่ได้หมายความว่าจะต้องดำเสมอไป

สีเทาน่ะ….มีมากมายหลายระดับ ใช่ว่าจะต้องสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่งเสียเมื่อไร!?

คนที่แตกต่าง ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแปลกแยกเสมอไป เราสามารถกลมกลืนกับรอบข้างได้ ถ้าเรายอมเลือกสีเทา

ยึดมั่นในสิ่งที่เราเป็น แต่ยอมรับในสิ่งที่คนอื่นเป็น นี่ล่ะค่ะคือวิธีที่จะปรองดองกันได้ทั้ง ๆ ที่แตกต่าง!

(ก๊อปไปแปะที่ bloggang ด้วย เผื่อจะมีคนอ่านแล้วรู้จักประนีประนอมกันขึ้นมาบ้าง)

โอ้ เดือนเกิดนี่เป็นอะไรที่ไอเดียกระฉูด? จะว่าผีสิงหรือติสต์แตกดีเนี่ย ฮ่า อยู่ ๆ ก็อยากเขียนฟิคสั้น (คือไม่เกิน 10 chapter) สักเรื่อง แล้วก็มีไอเดียอยู่ในหัว แม้จะไม่ใช่พล็อตใหม่ทั้งหมด แต่ก็รีไซเคิลของเก่าแค่ฉากเดียวแหละ

อันที่จริงพล็อตนี้เราพยายามคิดให้มันลงตัวอยู่เป็นเดือนแล้ว แต่ในหัวเราอ่ะมันไม่ยอมลงตัวซะที มีแค่ฉากเดียวที่แจ่มชัด คือฉากนอนจมกองเลือด หมกหิมะที่แสนจะมาโซ้มาโซนั่น ซึ่งรีไซเคิลมาจาก plot การผจญภัยของ Shin (Alexandra Knighthill) ซึ่งเคยนึกและจด ๆ ไว้ตั้งแต่ม.ปลาย (ไม่ก็ ม.ต้น….. เอ่อ นี่กรูวส์ติดเชื้อมาโซฯมาตั้งแต่สมัยนั้นเลยเรอะ?!) แต่ไม่ได้เอามาวาดการ์ตูนซะที (เพราะไม่สามารถ!!!!) สรุปเลยกลายเป็นพล็อตสั้น เป็นเศษ ๆ ไม่มีชิ้นใหญ่มาประกบ และดองเอาไว้นับสิบปี…. ขุดขึ้นมาใช้เสียทีก็จะได้ไม่เสียของเนอะ!

มันมาลงตัวเอาบัดนี้ (ตามฟอร์มเดิม…. องค์ลงตอนกำลังยุ่ง ปั่นงานแทบกระอักโลหิตอยู่) แต่ก็กัดฟันระงับใจไว้ พยายามส่งเรื่อง The Eagle Has Landed ไปซะก่อน แล้วค่อยหาช่วงโหว่ เอ๊ย ช่องว่าง ก่อนเริ่มทำ Survival School มานั่งพิมพ์ สรุปว่าเป็นวันที่ 25 มิ.ย. นั่นเอง แน่นอนว่าพิมพ์เสร็จ 1 ตอนแล้วก็ส่งให้ “เพื่อน” อ่านทันที อืม feedback ดี ชวนให้ฮึกเหิม ประกอบกับผีเฮี้ยนมาก เลยเขียนได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องให้เพื่อนลงแดงหรือลงแส้(?)

โอ้วววววววว ภูเขา ถ้ำ หิมะ พายุ หนุ่มหล่อ หมาป่า! อะไรมันจะชวนน้ำลายหก เอ๊ย…. ชวนฝันขนาดน้านนนนน

เปิดเรื่องมาเหมือนจะแอคชั่น…. แต่โทษทีเหอะ แอคชั่นมาสามเรื่องแล้ว บู๊จนลืมวายไปเลยเนี่ย…. กรูจะบ้า ไม่ได้! เรื่องนี้ต้องยึดมั่นในอุดมการณ์ ห้ามเถลไถลโดยเด็ดขาด เอ้า บึ้ดจ้ำบึ้ด ปั่นเข้าลูก ปั่นเข้า ต้นฉบับบบบบบ

*เสียสติ แอร๊วววววววววว*