Archive for the [FIC] Requital Retroversion Category

เสียงฝีเท้าม้าตัวเดิมดังขึ้นที่เบื้องนอกอีกครั้ง เอเล็คเซ่เปิดประตูออกมายืนหน้าคฤหาสน์แล้วโบกมือทักทายอาคันตุกะที่ย้อนกลับมาใหม่….เพียงคนเดียว

ชายหนุ่มที่เปลี่ยนมาใส่ชุดเต็มยศแบบข้าราชบริพารในราชสำนักมีรอยยิ้มสบายๆระบายอยู่บนใบหน้า บ่งบอกอารมณ์อันตรงข้ามกับนักรบพเนจรใบหน้าเครียดขมึงซึ่งกำลังนำม้าไปผูกไว้ที่ราวผูกม้าในลานหน้าคฤหาสน์ เขากราดตาสำรวจร่างสูงโปร่งของอีกฝ่ายซึ่งบัดนี้ประดับด้วยดาบชั้นดีในฝักที่เหน็บอยู่ข้างเอว

ท่านเตรียมพร้อมแล้ว?

ผู้ถูกถามชักดาบออกมาแล้วยืนตั้งท่าสู้แทนคำตอบ

แต่ข้ายังไม่พร้อม ข้าไม่เข้าใจว่าทำไม…

เอเล็คเซ่ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้พูด เขารุกเข้ามาด้วยปลายดาบที่สะกิดเฉี่ยวแขนเสื้อข้างขวาของซานโตร่าขาดเป็นแนวเล็กๆ เนื่องจากเจ้าของเสื้อเบี่ยงตัวหลบออกด้านข้าง

เอเล็คเซ่! ช้าก่อน…

ก้าวย่างที่ปราดเปรียวของเขารุกซ้ำอีกครั้ง บีบบังคับให้อีกฝ่ายต้องล้มเลิกความพยายามที่จะถาม แล้วชักดาบออกมาบ้าง ดาบของทั้งสองฝ่ายปะทะกันเป็นระยะๆ ส่งเสียงแหลมๆไปทั่วบริเวณในระหว่างที่ต่างฝ่ายต่างก็ผลัดกันปัดป้องและรุกไล่ตามกลยุทธ์เท่าที่จะนึกได้

เอเล็คเซ่ ข้ายังไม่อยากฆ่าท่าน… ชายหนุ่มผู้สูงวัยกว่าเอ่ยปากขึ้นอีกในระหว่างจรดดาบนิ่งรอจังหวะจู่โจม คู่ต่อสู้ของเขาไม่ตอบ ดวงตาสีเทาหรี่แคบและสาดประกายคมกล้า ก่อนจะตวัดดาบแทงซ้ำมาโดยค่อนไปด้านซ้าย ผู้ถูกรุกปัดด้วยดาบอย่างใจเย็นและพยายามพูดขึ้นอีกครั้ง

เอเล็คเซ่ ข้าอยากถามว่า….

แชร้งงงง!

เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นขัดจังหวะ เพราะซานโตร่าต้องปัดวิถีดาบของอีกฝ่ายออกอย่างแรง เนื่องด้วยการบุกอย่างห้าวหาญดุดันของเอเล็คเซ่ เดล ฟิอาน่า และเมื่อความพยายามเจรจาด้วยสันติของเขาล้มเหลวลงถึงหลายครั้งหลายครา มืออาชีพอย่างเขาก็จำต้องทุ่มเทสมาธิให้กับการต่อสู้เท่านั้น….อย่างเลี่ยงไม่ได้

เมื่อตัดใจได้แน่วแน่แล้ว ในไม่ช้าการบุกของซานโตร่าก็เรียกเลือดซิบๆจากต้นแขน หัวไหล่ และแก้มซ้ายของเอเล็คเซ่ได้บ้าง ทำให้สถานภาพการรุกและรับผันกลับเป็นตรงกันข้าม เขารุกเข้าไปโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้หายใจ เท้าอันคล่องแคล่วเคลื่อนไปข้างหน้าและวนหลอกล่อออกด้านข้างด้วยย่างก้าวที่ถูกสั่งการด้วยความรู้และประสบการณ์อันช่ำชอง แม้เอเล็คเซ่จะปัดป้องดาบของเขาได้เกือบทุกครั้ง แต่ก็ค่อยๆถูกต้อนให้จนมุมไปทีละน้อย

ในที่สุดเมื่อฝ่ายเจ้าถิ่นเริ่มอ่อนกำลังลง ซานโตร่าก็สะอึกเข้าประชิดวงใน และถัดจากการใช้คมอาวุธเข้าปะทะกับอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนสังเกตได้ว่าไหล่คู่ต่อสู้สะท้านและเริ่มเสียหลัก เขาก็ใช้ความว่องไวขยับกั่นดาบของตนมากระแทกซ้ำเข้าไปที่มือ ยังผลให้เอเล็คเซ่เผลอปล่อยดาบให้หล่งลงไป และยังไม่ทันที่จะก้มลงไปหยิบอาวุธของตนกลับคืนมาได้ ผู้มีชัยเหนือกว่าก็จ่อปลายดาบเข้าที่คอ ทำให้เขาต้องชะงักอยู่กับที่อย่างจนมุม

เอเล็คเซ่ค่อยๆพลิกตัวจากท่าก้มคว่ำเป็นหงาย แล้วหย่อนก้นลงนั่งกับพื้น โดยมีคมดาบซึ่งสัมผัสแผ่วๆอยู่ที่ลำคอและแววตาดุดันของซานโตร่าขยับตามการเคลื่อนไหวของเขาอยู่ทุกอิริยาบถ ดวงตาสีเทามองช้อนขึ้นแล้วจ้องตอบ รอยยิ้มผุดปรายบนใบหน้าเช่นเคยพร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆที่ดังกลบเสียงหอบอย่างเหนื่อยล้า

ท่านชนะแล้ว เอาชีวิตของข้าไปเสียสิ

เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังไม่ขยับ แต่กลับส่งสายตาจ้องกระแทกหน้าอยู่เช่นเดิม ร่างโปร่งก็ย้ำขึ้นอีก

เชิญเลือกแทงได้ตามใจชอบ หรือจะบั่นคอข้ากลับไปก็ได้นะ เอ้า พูดจบก็หัวเราะเอื่อยๆอีกครั้ง มิหนำซ้ำยังดึงคอเสื้อให้เผยอออกกว้าง แล้วยืดคออย่างเชื้อเชิญให้คมดาบเข้าเชือด

ปลายดาบที่จ่ออยู่เริ่มขยับ เอเล็คเซ่พริ้มตาลงแล้วผ่อนลมหายใจออกเบาๆ แต่แล้วก็แทบจะต้องกระโดดผุดลุกขึ้นด้วยความประหลาดใจ เมื่อได้ยินเสียงเก็บดาบเข้าฝักดังขึ้นแทน

คิ้วสีเข้มกึ่งขมวดกึ่งเลิกขึ้นแสดงความฉงนในขณะที่อีกฝ่ายซึ่งยืนก้มลงมามองยื่นมือมาให้ แต่เอเล็คเซ่เพียงนั่งจ้องประสานตานิ่ง มือข้างที่ยันพื้นก็ยังยันอยู่เช่นเดิม ส่วนอีกข้างยกขึ้นป้ายหยาดเลือดที่เริ่มจับเหนอะออกจากแก้ม

ลุกขึ้น เข้าบ้าน คนที่ยังยืนอยู่ปริปากขึ้นห้วนๆ

ท่านสั่งข้า? นอกจากจะย้อนถามแล้วยังแค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่สบอารมณ์ด้วย

ใช่ ลุกขึ้น หรือว่าอยากตาย?

ถ้าข้าตอบว่าอยากตายล่ะ?

ประโยคยียวนของเขาทำให้อีกฝ่ายที่กำลังหมุนตัวจะออกเดินต้องชะงักกึกแล้วกลับมาจ้องด้วยแววตาเครียดๆอีกคำรบ สีหน้าลังเลแบบคนไม่รู้จะรับมือเด็กดื้ออย่างไรปรากฏให้เห็นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลับเป็นเฉยชาเช่นเดิม

ไม่ว่าเจ้าจะอยากตายหรือไม่ ก็ต้องลุกขึ้น แล้วตามมา

น้ำเสียงแข็งกร้าวเฉียบขาดและแฝงอำนาจอยู่ในที รวมทั้งสรรพนามบุรุษที่สองซึ่งเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ทำให้เอเล็คเซ่รู้สึกว่าไม่มีประโยชน์ที่จะดื้อรั้นต่อไป จึงลุกขึ้นแล้วเดินตามอย่างว่าง่าย แต่ยังไม่วายตอบแบบประชดๆ

ขอรับท่านแม่ทัพ

ซานโตร่าชำเลืองมองแวบหนึ่งโดยไม่พูดอะไรแล้วก้าวฉับๆเข้าประตูคฤหาสน์ เอเล็คเซ่จึงอ้อยอิ่งไปเก็บดาบของตนเข้าฝักตามเดิมก่อนจะตามเข้าไป

แต่ข้าไม่ใช่ทหารใต้บังคับบัญชาของท่านเสียหน่อย คือเสียงบ่นอุบอิบที่ซานโตร่าไม่ทันได้ยิน

เจ้ารู้อยู่แล้วว่าข้าจะมาสังหารเจ้า?เมื่ออีกฝ่ายถามขึ้นเช่นนี้ เจ้าของบ้านก็เงยหน้าขึ้นจากการแปรงเศษดินโคลนออกจากรองเท้า แล้วตอบสั้นๆ

ใช่แต่เมื่อเห็นซานโตร่าจ้องเขม็งแบบต้องการเค้นคำตอบเพิ่มเติม จึงเสริมต่อ

ทีน่าบอกข้าว่าท่านได้รับหมายเรียกจากเมืองหลวง แต่พวกท่านกลับกำลังเดินทางออกสู่ชนบท แสดงว่านั่นไม่ใช่หมายเรียกทหาร แต่อาจจะเป็นภารกิจลับอย่างอื่น

เช่น…?

เช่น อืม… เช่น กำจัดเสี้ยนหนามที่เกะกะสายตาสำนักราชวัง?

อืมคนฟังส่งเสียงเป็นเชิงรับรู้ แต่คิ้วยังเลิกขึ้นแสดงความกังขา

อีกอย่าง ท่านไม่ใช่นักฆ่าคนแรกที่ถูกส่งมาผู้ถูกหมายหัวพูดต่อข้าถูกจู่โจมมาหลายครั้งแล้ว เพียงแต่ว่า ที่ผ่านๆมาข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่านักฆ่าพวกนั้นถูกส่งมาจากในวัง….

แต่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ แสดงว่าคนก่อนๆทำงานล้มเหลว

เทพธิดาแห่งโชคปราณีข้าคนโชคดีทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วเล่าต่อ และทักษะที่ติดตัวมาบ้างก็ช่วยให้ข้ารอดพ้นมาได้…. จนกระทั่งเจอท่าน

เอเล่หยุดชั่วขณะก่อนจะเสริมต่อ

ดูท่า ชะตาข้าคงถึงฆาตเสียแล้วกระมัง? สิ้นประโยค ใบหน้าเยาว์วัยของผู้พูดก็ส่งยิ้มขี้เล่นให้คู่สนทนา แต่อดีตนายทหารผู้เคร่งขรึมไม่เล่นด้วย เขาผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินอ้อมโต๊ะมาด้านหลังเอเล็คเซ่อย่างช้าๆ เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นดังกึก กึก แม้จะไม่ดังนักแต่ก็ก้องไปทั่วคฤหาสน์อันว่างเปล่า

คนบนเก้าอี้ไม่หันไปมอง แต่ก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายปลดดาบพร้อมฝักออกจากเอวของตนไป ทางเบื้องหลังมีเสียงชักดาบดังขึ้น มันเสียดความรู้สึกจนขนที่คอลุกซู่ แต่เขาก็กัดฟันข่มกริยาเอาไว้ไม่ให้หวั่นไหวจนออกนอกหน้า แต่ซานโตร่าก็ไม่ทำอะไรมากไปกว่ากราดสายตามองทั่วดาบและฝักอย่างพินิจพิเคราะห์ และก็วางคืนให้บนโต๊ะอย่างแผ่วเบาทะนุถนอม แล้วเจ้าของเสียงฝีเท้าหนักแน่นก็เดินวนกลับมาหยุดยืนเยื้องไปด้านหน้า หลังจากนั้นก็ก้มลงมองอาภรณ์ของเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ

เจ้าแต่งกายเหมือนขุนนางในพระราชวัง

คนถูกทักพยักหน้า

แต่ดาบชั้นดีของเจ้าผ่านการใช้งานมามาก ผิดวิสัยขุนนางผู้ดีผิวบางพวกนั้น

เอเล็คเซ่หลุดหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินคำคุณศัพท์ที่ซานโตร่าใช้เอ่ยถึงขุนนางในวัง และดูเหมือนอีกฝ่ายก็ตระหนักได้เช่นกันว่าตนเผลอพูดอะไรออกไป จึงคลี่ยิ้มอย่างขบขันบ้างก่อนจะปิดท้ายด้วยคำถามที่เป็นหัวใจของเรื่องราวทั้งหมดในช่วงหลายวันมานี้

เอเล็คเซ่ เดล ฟิอาน่า เจ้าคือใครกันแน่ เหตุใดจึงมีคำสั่งให้สังหารเจ้า?

เอเล็คเซ่จึงได้ค่อยๆเล่าเรื่องให้ซานโตร่าฟังอย่างคร่าวๆ ตั้งแต่เรื่องที่เขาเป็นญาติห่างๆที่ไม่ได้ผูกพันทางสายเลือดกับพระราชาองค์ปัจจุบันหรืออดีตเจ้าชาย เรื่องที่พ่อของตนเสียชีวิตในสนามรบ เรื่องที่ลุงซึ่งยังโสดและไม่มีลูกเป็นคนรับไปเลี้ยง ลุงผู้นี้เลี้ยงดูเขาและส่งเสียให้เรียนสูงๆ หลังจากนั้นก็พาเข้าไปทำงานในวัง เขาเล่าถึงเรื่องที่เขาเป็นครู และสอนหนังสือให้เจ้าชายในด้านยุทธศาสตร์การรบ สอนวิธีขี่ม้า รวมทั้งการใช้อาวุธเบื้องต้นด้วย เรื่อยไปจนถึงเรื่องที่เมื่อสี่ปีที่แล้วลุงเข้าร่วมแผนการโค่นล้มราชบัลลังก์และถูกประหารในที่สุด

ส่วนตัวเขาเองนั้นได้รับการไว้ชีวิตเพราะเป็นครูฝึกและผู้ดูแลการศึกษาของเจ้าชายมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และเพราะเจ้าชายทรงเป็นผู้ออกปากด้วยพระองค์เอง ในการยับยั้งไม่ให้เสด็จพ่อ หรือพระราชาองค์ก่อนซึ่งทรงกำลังกริ้วสั่งประหารเขาไปอีกคนในฐานะที่เป็นคนในครอบครัวและต้องสงสัยว่าสมรู้ร่วมคิด แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวง และระหกระเหินกลับมาอาศัยที่คฤหาสน์หลังนี้ซึ่งเป็นบ้านเก่าของท่านย่าผู้ล่วงลับ

เมื่อเอเล็คเซ่คุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆแล้ว ช่วงแรกก็ไปช่วยสอนหนังสือที่โรงเรียนในเมืองเชิงเขาเป็นประจำ แต่เกือบสองปีให้หลังมานี้นานๆครั้งก็มีมือสังหารโผล่มาเล่นงานบ้าง เขาไม่อยากเสี่ยงให้เด็กๆหรือชาวบ้านต้องพลอยมีอันตรายไปด้วย จึงแยกตัวออกมาอยู่คนเดียวเหมือนเดิมโดยไม่พบปะสุงสิงกับใครมากเกินจำเป็น

แล้วเหตุใดฝ่าบาทซึ่งทรงเคยปกป้องเจ้าจึงได้มีพระประสงค์จะให้เจ้าตายล่ะ?

ท่านถามข้าแล้วข้าจะไปถามใคร… เอเล็คเซ่ยักไหล่

แต่ที่จริงข้าไม่จำเป็นต้องรู้หรอก ทรวงอกของผู้พูดสะท้อนขึ้นและลงตามจังหวะการถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงขมขื่น ขอแค่ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ข้าตาย….

เจ้าก็จะตายงั้นรึ? เสียงทุ้มเข้มถามแทรกก่อนจบประโยค

คนถูกถามสะบัดหน้าเงยขึ้นจ้องตอบสายตาของคนถาม พลางตอบทันควันด้วยน้ำเสียงหนักๆ

ใช่

หมายความว่าถ้าก่อนหน้านี้เจ้ารู้ว่ามือสังหารพวกนั้นส่งมาจากในวัง เจ้าก็จะยอมถูกฆ่างั้นรึ?

ครั้งนี้เอเล็คเซ่กลับนิ่งเงียบและครุ่นคิด ก่อนจะส่ายหน้าแทนคำตอบ

นักฆ่ารับจ้างพวกนั้นไม่คู่ควรหรอก ท่านซานโตร่า

ซานโตร่าฟังออกและเข้าใจดีว่าประโยคที่ฟังดูเหมือนอวดโอ่ตนเองนั้น ไม่ได้ถูกกล่าวออกมาด้วยความถือดีของผู้พูด บทสนทนานี้แฝงความนัยบางอย่างอยู่ลึกๆ ทั้งความเศร้าสร้อย ความอ้างว้าง ความขุ่นแค้นใจ ความสับสน และความปรารถนา อดีตขุนนางหนุ่มผู้นี้คงเฝ้ารอวันที่จะได้กลับไปรับใช้ฝ่าบาทที่เขาบูชาอีกครั้งมาตลอด แต่ในขณะเดียวกันก็ขุ่นข้องและคลางแคลงใจในสถานภาพของตน รวมทั้งความสั่นคลอนของจิตใจที่เพิ่มขึ้นมาเมื่อได้รู้ว่าตนเป็นผู้ที่ราชวังต้องการกำจัด ได้เริ่มทำให้เขาหวั่นไหวและสับสนในความจงรักภักดีของตนที่มีต่อราชบัลลังก์เสียแล้ว

สายตาแข็งกร้าวมุ่งมั่นที่เคยลุกโชนในยามประดาบ บัดนี้กลับเซื่องซึมลงและสั่นไหวไปด้วยความสิ้นหวัง…. และแฝงด้วยความหวังอยู่ในส่วนลึกซึ่งมือสังหารรายล่าสุดนี้สามารถสัมผัสได้ แต่ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าคนตรงหน้าหวังและรออะไร เขากลับไม่ต้องการพูดถึง รวมทั้งตัดสินใจด้วยว่าจะไม่มีทางตอบสนองต่อความปรารถนานั้นเป็นอันขาด

ท่านนำศีรษะข้ากลับไปเสียเถอะ หลังจากถอนหายใจเกือบเป็นครั้งที่สิบ ฝ่ายที่นั่งอยู่ก็กลับเป็นฝ่ายกล่าวประโยคนั้นออกมาเองจริงดังคาด ทำให้ผู้ฟังส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย

ทำไมล่ะ? ข้าบอกแล้วว่าท่านไม่ได้ติดหนี้บุญคุณอะไรข้า จะลังเลไปเพื่ออะไร สำหรับท่านการลงดาบเพียงครั้งเดียวไม่ใช่เรื่องยากเย็นไม่ใช่รึ?

เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าเพียงไม่ต้องการหลับหูหลับตาทำตามคำสั่งที่ไร้เหตุผลเยี่ยงนี้

เจ้าชาย…. ฝ่าบาทไม่ได้ทรงเป็นคนไร้เหตุผล!” เอเล่เถียง

ใช่สิ

ไม่ใช่! ข้ารู้จักพระองค์ดี พระองค์ทรงทำแต่สิ่งที่ถูกต้องเสมอ

แล้วทำไมจู่ๆในวังจึงส่งนักฆ่ามารังควานเจ้าเล่า เอเล็คเซ่?” ประโยคที่จี้ใจทำให้คู่สนทนาของซานโตร่านิ่งเงียบไปในทันที

หลังจากออกจากวัง เจ้าก็ไม่เคยแม้แต่จะย่างกรายเข้าใกล้เมืองหลวง แล้วจะมีอะไรไปทำให้ทรงขัดเคืองพระทัยถึงขนาดทรงประสงค์ให้เจ้าตายได้?

ฝ่าบาทต้องทรงมีเหตุผลแน่ สิ่งที่พระองค์ทำถูกต้องเสมอ ผู้ถูกหมายหัวยังยืนกรานคำเดิม

เจ้ามันงมงายอดีตแม่ทัพผู้เกรียงไกรตำหนิเสียงกร้าว เจ้าภักดีต่อเจ้าชายที่เจ้าเคยอบรมมา เจ้าเทิดทูนฝ่าบาทมากเสียจนกระทั่งดวงตามืดบอดเชียวรึ?

ท่านจะไปรู้อะไร! เพราะข้ารู้จักฝ่าบาทดีกว่าใครๆน่ะสิข้าถึงได้เชื่อมั่นในตัวพระองค์ อดีตครูฝึกของเจ้าชายทุบโต๊ะอย่างฉุนเฉียวพร้อมขึ้นเสียงตอบโต้

เชื่อมั่น? อีกฝ่ายทวนคำ แล้วหัวเราะเย้ยหยันก่อนจะสำทับอีกครั้ง เจ้ามันโง่ แทนที่จะเชื่อว่าพระองค์ไม่มีทางรับสั่งสิ่งไร้เหตุผลเช่นนี้ เจ้ากลับเชื่อว่าคำสั่งงี่เง่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง

ท่าน…!!!” เอเล่ผุดลุกขึ้นเหมือนถูกไฟจี้ แต่ซานโตร่าไม่เปิดโอกาสให้พูดแทรก

เจ้าจะงมงายเชื่อว่าเมื่อฝ่าบาทรับสั่งให้เจ้าตาย เจ้าก็สมควรตายงั้นหรือ? ถ้าเจ้าเชื่อมั่นว่ารู้จักฝ่าบาทดีกว่าใคร ก็ต้องเชื่อสิว่าคำสั่งเหลวไหลเช่นนี้ไม่มีทางเป็นรับสั่งของฝ่าบาท ทำไมต้องยอมตายไปทั้งๆแบบนี้ด้วย เจ้าไม่อยากรู้รึว่าเหตุผลของฝ่าบาทคืออะไร?น้ำเสียงและเนื้อหาของประโยคหลังที่ผกผันไปอย่างกะทันหัน ทำให้เอเล็คเซ่ชะงักวูบอย่างงุนงง

ไปพิสูจน์สิ ว่าฝ่าบาททรงประสงค์จะให้เจ้าตายจริงหรือไม่นักรบพเนจรพ่อลูกอ่อนโน้มน้าวต่อด้วยคำมั่นที่น่าฟังและน่าเชื่อถือ จงไปที่วังกับข้าแล้วทูลถามฝ่าบาทดู ถ้าพระองค์รับสั่งเช่นนั้นจริง ข้าจะสงเคราะห์ให้อย่างที่เจ้าปรารถนา

ท่านหมายความว่า….คิ้วสีเข้มของเจ้าบ้านขมวดเข้าหากัน ดวงตาฉายแววสงสัยโดยไม่ปิดบัง ซานโตร่าจ้องตอบด้วยแววตาสงบนิ่ง ไม่นานนักดวงตาล้ำลึกสีเทาคู่นั้นก็เปล่งประกายบางอย่างที่สื่อให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายก็เริ่มสะกิดใจในสิ่งเดียวกัน

ใช่ ข้าคิดว่าภารกิจลับนี้มีอะไรไม่ชอบมาพากลซานโตร่าพูดขึ้นในที่สุด

ถ้าเช่นนั้น ข้าตกลงเอเล็คเซ่ตอบกลับโดยแทบจะไม่ต้องคิด

ชายหนุ่มทั้งสองควบม้าเข้ามาถึงใจกลางเมืองในยามโพล้เพล้ ทีน่าซึ่งวิ่งเล่นอยู่กับเด็กคนอื่นๆอีกสี่ห้าคนหน้าลานของโรงเรียนหยุดกึกเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าม้า ก่อนจะเหลียวมองแล้ววิ่งถลาเข้าหาพ่อของตน

พ่อขา!”

ทีน่า เป็นเด็กดีหรือเปล่าลูก

เอเล่!” ฝ่ายลูกสาวไม่ตอบ แต่กลับชะโงกข้ามไหล่ผู้เป็นพ่อไปโบกมือทักทายด้วยน้ำเสียงเริงร่าเมื่อสังเกตเห็นว่าผู้ที่ควบม้าอีกตัวตามหลังมาติดๆนั้นคือใคร อดีตนายทหารหัวเราะเบาๆด้วยความเอ็นดูแกมขำ ก่อนที่จะส่งเทพธิดาตัวน้อยๆของตนให้อีกฝ่ายซึ่งเพิ่งกระโดดลงจากหลังม้า

หลังจากนั้นซานโตร่าก็หันไปสนใจและคำนับทักทายหญิงสาวซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางเด็กๆที่กำลังตื่นเต้นกับผู้มาเยือนทั้งคู่ ดูพวกเขาจะมีความสุขเป็นพิเศษในยามมีแขกมาเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะเอเล่คืออดีตครูสอนพิเศษของโรงเรียน จึงได้ถูกเจ้าตัวเล็กๆกรูกันเข้าไปมะรุมมะตุ้มอย่างดีอกดีใจ

ทีน่าเป็นเด็กฉลาดมากค่ะ แล้วก็คุยสนุกด้วย

มารีลินหรือคุณครูมารีพูดอย่างอารมณ์ดี เธอผินหน้าไปมองคุณครูเอเล่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะแย้มยิ้มแล้วรายงานให้พ่อของทีน่ารู้ว่าลูกสาวของเขาติดใจเอเล่มากแค่ไหน

เธอเล่าเรื่องของท่านและเรื่องที่ได้พบกับเอเล่อย่างสนุกสนานเลยทีเดียว

เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กเงียบลงเมื่อเอเล่ทักทายและพูดคุยเล่นหัวกับนักเรียนกลุ่มนี้อย่างทั่วถึงจนเด็กๆคลายความตื่นเต้นลงลงแล้ว เขาเดินเข้ามาสมทบกับผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม หลังจากส่งลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของสหายรายใหม่คืนไปแล้ว สองแขนที่บัดนี้ว่างลงก็ดึงเพื่อนเก่าเข้าไปโอบกอดทักทายอย่างถือสนิท ฝ่ายนักเดินทางแปลกถิ่นเห็นดังนั้นจึงพาเด็กทั้งหลายเลี่ยงไปเล่านิทานให้ฟังในมุมอื่น เพื่อเอื้อเวลาและโอกาสส่วนตัวให้สหายเก่าทั้งสองได้ทักทายกันอย่างเต็มที่

มารี! ไม่ได้พบกันเสียนาน หวังว่าเจ้าคงสบายดี

ข้าสบายดี แล้วเจ้าล่ะ มารีถามกลับขณะตบบ่าด้านหลังของเพื่อนสองสามครั้งก่อนผละออกห่าง

ข้าก็สบายดี เอเล่ตอบด้วยรอยยิ้มซึ่งกว้างและแจ่มใสกว่าปรกติ

เจ้าจะเดินทางไปไหนหรือ? ผู้ถามพยักพเยิดไปทางม้าทั้งสองตัวที่บรรทุกสัมภาระส่วนตัวของผู้ขี่มาด้วย

ข้าจะไปต่างเมือง

ไปเมืองหลวง?

ไป แต่ข้าอาจจะต้องแวะที่อื่นก่อน ตอบพลางพยักหน้าไปทางนายทหารพ่อลูกอ่อนเล็กน้อย ข้าจะไปกับท่านซานโตร่า

หญิงสาวเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ นัยน์ตาของเอเล็คเซ่ไม่ฉายแววล้อเล่น เธอจึงลอบพินิจดูอดีตนายทหารผู้อยู่กลางวงล้อมของเด็กๆอีกครั้งหนึ่ง

เจ้าคงไม่ได้กำลังเดือดร้อนอะไรนะ? มารีลินวางมือลงบนบ่าข้างหนึ่งของเพื่อนเก่า ขณะกระซิบถามด้วยน้ำเสียงกังวล

เขาไม่มีพิษภัยอันใดต่อข้าหรอก มารี เขาตอบพลางยิ้มละไม

ข้าไม่ได้หมายถึงท่านซานโตร่า…

มือสังหารจะไม่ถูกส่งมาอีกแล้ว ชายหนุ่มตอบอย่างรู้ใจ ซึ่งนั่นทำให้เธอระบายลมหายใจออกมาเบาๆด้วยความโล่งอก แต่อุ้งมือของมารีก็กดน้ำหนักลงบนไหล่ฝ่ายตรงข้ามอย่างเครียดเกร็งทันทีที่ได้ฟังประโยคต่อไป

ท่านซานโตร่าคือมือสังหารคนสุดท้ายของข้า

เอเล็…!” เสียงอุทานของเธอถูกคู่สนทนาสกัดไว้ด้วยปลายนิ้วชี้ที่แตะลงบนริบฝีปาก

เจ้าอย่าได้กังวลไป เขาไม่ได้คิดจะฆ่าข้าแล้ว ระหว่างคนทั้งสองไม่มีอะไรต้องปิดบัง เอเล็คเซ่จึงบอกเล่าให้มารีรู้จุดมุ่งหมายของเขาในการเดินทางครั้งนี้ไว้คร่าวๆ

อืม… แล้วคืนนี้เจ้าจะพักแรมที่นี่หรือจะออกเดินทางทันทีล่ะ?

ข้า…ก็ยังไม่รู้

ขึ้นอยู่กับท่านซานโตร่าสินะ

เอเล็คเซ่พยักหน้าตอบรับ มารีลินผุดรอยยิ้มพราย แล้วเดินไปทางกลุ่มนักเรียนของเธอ

ท่านซานโตร่า เสียงหวานๆของคุณครูสาวทำให้เจ้าของชื่อรวมทั้งเด็กทุกๆคนหันมามองเป็นตาเดียวกัน ถ้าท่านไม่รังเกียจ ข้าขอเชิญท่านทั้งสามไปรับประทานอาหารค่ำและค้างแรมที่บ้านข้าสักคืนหนึ่งก่อนออกเดินทาง

- to be continued on Chapter 03 -

…เบื้องนอก ละอองฝนกำลังโปรยลงมาจากท้องฟ้าสีหม่น

เจ้าของร่างสูงโปร่งคลายสายรัดผ้าม่านริมหน้าต่างให้ปรกลงมาแล้วผละออกไป หลังจากนั้นจึงเดินสำรวจบริเวณอื่นๆทั่วชั้นบนของคฤหาสน์ศิลา เขาต้องปิดหน้าต่างทั้งหมดเพื่อไม่ให้ฝนสาดเข้ามาภายใน ส่วนชั้นล่างนั้นไม่มีปัญหายุ่งยากอะไร เพราะบานหน้าต่างไม้เหล่านั้นปิดอยู่เสมอ…นับตั้งแต่เหตุการณ์นั้น

เจ้าของคฤหาสน์ผู้มีดวงตาสีเทาอ่อนย่างเท้าไปตามทางเดินอันมืดทึม แล้วเลี้ยวออกไปยังระเบียงด้านนอก เบื้องหน้าของเขาคือกำแพงกำบังของเชิงเทินซึ่งทอดยาวเป็นแนวป้องกันสูงระดับอก ชายหนุ่มวางฝ่ามือลงตรงช่องเว้าของกำแพงหินแล้วทอดสายตาเหม่อมองไปยังทิวทัศน์ด้านล่าง

ในอาณาบริเวณของคฤหาสน์บนเนินหลังนี้ มีป่าโปร่งแผ่อาณาเขตกว้างครอบคลุมลงไปถึงเชิงเขาที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลทางทิศใต้ และเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งก็ทอดตัวอยู่ที่นั่น เขามองพินิจภาพภูมิประเทศที่คุ้นตาผืนนั้น ด้วยระยะทางที่ห่างออกไปเพียงม้าวิ่งพอเหนื่อยทำให้เขาสามารถเห็นธงผืนใหญ่ที่โบกสะบัดอยู่บนยอดป้อมปราการเมืองได้ไม่ยาก และแม้ตาเปล่าจะมองไม่เห็นรายละเอียด เขาก็จำได้ดีว่าตราประจำราชวงศ์ที่ปักอยู่บนธงนั้นมีรูปร่างหน้าตาเช่นไร

คฤหาสน์น้อยหลังนี้แม้จะไม่กว้างมากนัก แต่เมื่ออาศัยอยู่คนเดียวจึงดูเวิ้งว้าง และในเวลาเช่นนี้ยิ่งรู้สึกเงียบเหงากว่าปรกติ ชายหนุ่มคิดแล้วก็ทอดถอนใจพลางรำพึงกับตนเองว่า เมื่อไรกันหนอความโดดเดี่ยวนี้จึงจะจบลง เขาเฝ้ารอสิ่งที่จะมาเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันอันน่าเบื่อหน่ายของเขาอยู่ทุกวัน แทบจะเรียกได้ว่าทุกลมหายใจ

ห้วงคำนึงของชายหนุ่มสะดุดลงเมื่อเสียงฟ้าคำรามดังขึ้นเบาๆจากที่ไกล ประจวบกับมีฝนเม็ดใหญ่กว่าเดิมตกกระทบหลังมือ เขากระชับผ้าคลุมไหล่ให้แน่นขึ้นก่อนจะเดินกลับเข้าไปข้างใน แต่ขณะนั้นเองสายตาอันว่องไวตามประสาคนช่างสังเกตก็เหลือบไปเห็นการเคลื่อนไหวในพุ่มไม้ใกล้ๆคฤหาสน์ ชายหนุ่มผันกายเข้ายืนแนบกำแพงด้านข้างอย่างว่องไว และกราดตาสำรวจอย่างถี่ถ้วน และแล้วสิ่งที่แหวกพุ่มไม้ออกมาก็ปรากฏขึ้นเต็มตัว….เป็นเด็กอายุไม่น่าเกิน 7 ขวบ!

เร็วเท่าใจคิด เจ้าของคฤหาสน์หนุ่มกลับหลังหันวิ่งกลับเข้าไปด้านใน ซอยเท้าลงบันไดแล้วถลาไปยกดาลประตูขึ้นเพื่อเปิดออกไป เด็กหญิงตัวน้อยสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงและเห็นประตูบานใหญ่เปิดออกอย่างกะทันหัน แต่ก็ทำหน้าโล่งใจขึ้นมาบ้างเมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีเป็นมิตร เธอหนาวจนตัวสั่น และค่อยๆเดินเข้าใกล้ด้วยท่าทางระมัดระวัง

สะ…สวัสดีค่ะเธอทักขึ้นอย่างกลัวๆกล้าๆ

สวัสดีจ้ะ เข้ามาข้างในก่อนสิแม่หนู ชายหนุ่มคลี่ยิ้มนุ่มนวล

เด็กหญิงมีท่าทางลังเล ก่อนจะเหลียวมองไปรอบๆแล้วส่ายหน้า

ไม่เป็นไรหรอกเลดี้น้อย ข้าไม่ใช่คนน่าสงสัย เข้ามาเถอะ อาบน้ำอุ่นๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าแห้งๆ แล้วดื่มโกโก้ร้อนๆ จะได้ไม่เป็นหวัด มาสิจ๊ะ

ขะ…ขอบคุณค่ะ แต่หนูหลงกับพ่ออยู่ ถ้าหนูเข้าไปข้างใน เดี๋ยวพ่อหาไม่เจอ

พ่อของหนูมาแถวนี้ด้วยเหรอจ๊ะ? คิดดูดีๆแล้วก็น่าจะใช่ เพราะเด็กที่มีอายุเพียงวัยนี้ไม่ควรจะบากบั่นมาถึงแถบชานเมืองแบบนี้ได้เองด้วยตัวคนเดียว

เด็กหญิงพยักหน้าแทนคำตอบ ฟันซี่น้อยกระทบกันดังกึกๆ ชายหนุ่มสะบัดผ้าขนสัตว์บนไหล่ของตนออก แล้วทรุดตัวลงคุกเข่าคลุมผ้าให้อาคันตุกะตัวน้อย ก่อนจะแนะนำตัวอย่างเป็นกันเอง

ข้าชื่อเอเล็คเซ่ แต่เด็กๆชอบเรียกว่าเอเล่ แม่หนูล่ะจ๊ะจะให้ข้าเรียกว่าอย่างไร?

ทีน่าค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักท่านเอเล่ เธอแนะนำตัวพร้อมจับชายกระโปรงแล้วคำนับให้อย่างน่ารักน่าเอ็นดู แต่เสียงเล็กๆของเธอสั่นระริกไปตามริมฝีปากที่ซีดเซียวเพราะความหนาวเย็น เอเล่เห็นแล้วสงสารจับใจ แต่ก็ไม่อยากให้ตนเองเป็นสาเหตุให้พ่อของเด็กต้องพลัดหลงกับลูกสาวมากไปกว่าเดิม เขาไตร่ตรองสถานการณ์อย่างรวดเร็วและด้วยไหวพริบอันชาญฉลาดจึงคิดใช้ประโยชน์จากริบบิ้นผูกผมสีส้มสดใสของเด็กหญิงขึ้นได้

งั้น ข้าจะผูกริ้บบิ้นของหนูไว้บนกิ่งไม้กิ่งนี้ดีมั้ย มันเด่นมากเลยล่ะ ถ้าพ่อของหนูผ่านมาแถวนี้ต้องเห็นแน่เลยกลยุทธ์หลอกเด็ก อันเป็นคุณสมบัติประจำอาชีพเก่าเริ่มถูกงัดมาใช้อีกครั้ง

เด็กหญิงเม้มปาก ทำหน้าครุ่นคิด แล้วพยักหน้าตกลง เธอเอื้อมมือแกะริบบิ้นออกจากผมเปียสีน้ำตาลข้างหนึ่งของตนแล้วยื่นให้คนแปลกหน้าคนนี้ ซึ่งรับริบบิ้นไปพร้อมโปรยยิ้มหวาน ก่อนจะผูกไว้ในระดับสายตาผู้ใหญ่ สีส้มของริบบิ้นตัดกับสีเขียวของใบไม้อย่างชัดเจน แม้ในเวลาอากาศขมุกขมัวเช่นนี้

หลังจากเตรียมน้ำให้อาบและหาเสื้อผ้าใหม่ๆของตนมาให้เลดี้น้อยสวมไว้เป็นการเฉพาะหน้าแล้ว เอเล่ก็ง่วนอยู่กับการชงโกโก้ร้อนหวานๆให้เธอ เสียงฟืนในเตาผิงประทุดังเปรี๊ยะๆอยู่เป็นระยะๆ นานแค่ไหนแล้วนะที่คฤหาสน์หลังนี้ไม่เคยได้รับแขกเลย คิดไปแล้วก็อยากจะให้มีแขกมาเยี่ยมแบบนี้บ่อยๆเหมือนกัน…. แต่มันคงเป็นไปไม่ได้

จากการพูดคุยกันอย่างสนิทสนม ทำให้เอเล่รู้ว่าพ่อของทีน่าเป็นนายพรานและทำไร่เล็กๆอยู่ในชนบท แต่แล้วจู่ๆเขาก็หอบหิ้วเธอเดินทางเข้าไปถึงเมืองหลวง ก่อนที่จะค้างในเมืองหนึ่งคืนและออกเดินทางกลับ จนในที่สุดก็ผ่านมาแถบนี้ พ่อของเธอให้เธอนั่งพักอยู่ริมแม่น้ำ ส่วนตัวเองออกไปล่าสัตว์เพื่อเป็นอาหาร แต่แล้วฝนกลับตกลงมา ทีน่าเปียกฝนและรู้สึกกลัว จึงเดินเรื่อยเปื่อยมาในทิศที่เห็นว่ามีหลังคาบ้านคน

พ่อได้จดหมายจากคนใส่เกราะเหมือนทหารค่ะ แล้วบ่ายวันนั้นพ่อก็รีบเก็บของเดินทางเลยล่ะ

นั่นอาจจะเป็นหมายเรียกทหาร เอเล่คิด แต่ถ้าเช่นนั้นทำไมพ่อของเด็กคนนี้ถึงเดินทางกลับ? ถ้าถูกเรียกตัวก็น่าจะอยู่ต่อในเมืองหลวง และต้องเข้าไปรับคำสั่งในวัง ส่วนจะมุ่งหน้าไปไหนต่อนั้นต้องไปพร้อมกองทัพ แล้วแต่เบื้องบนจะบัญชาการ เว้นเสียแต่ว่า…

เอเล่หันมาอีกทีก็พบว่าเด็กหญิงนั่งสัปหงกจนฟุบหน้าลงซบท่อนแขนไปแล้ว เธอคงเหน็ดเหนื่อยและอิดโรยจากการเดินทาง พ่อของเธอน่าจะเป็นคนไม่มีญาติมิตรที่ไหน จึงต้องกระเตงลูกสาวตัวเล็กๆให้ร่วมตรากตรำไปทั่วเช่นนี้… มือใหญ่ลูบผมเด็กหญิงอย่างแผ่วเบาก่อนจะคลี่ผ้าห่มออกคลุมให้เธอ

ร่างโปร่งเยื้องกายไปที่หน้าต่างซึ่งจำต้องเปิดแง้มไว้ สายตาที่มองลอดช่องว่างออกไปเบื้องนอกคราวนี้ไม่ได้เหม่อลอยเช่นเคย แต่กลับกราดไปมาอย่างเจตนาและเฝ้ารอ จนกระทั่งตรงชายป่ามีร่างสูงใหญ่ของชายแปลกหน้าคนหนึ่งปรากฏขึ้นบนหลังม้า เขามองดูรอยเท้าบนพื้นและไปรอบๆก่อนจะไสม้าให้ก้าวฉับๆข้ามทางเกวียนตรงมาที่คฤหาสน์หลังนี้ เอเล่ไม่แน่ใจว่าตนคิดไปเองหรือไม่ แต่รู้สึกเหมือนสายตาคมกริบประดุจเหยี่ยวนั้นตวัดมาประสานตากับตนอยู่ชั่วเสี้ยววินาที

เจ้าของบ้านเปิดประตูไม้บานหนาออกอีกครั้ง แล้วยืนเผชิญหน้าผู้มาเยือนซึ่งกระโดดลงจากหลังม้าแล้วเรียบร้อย เอเล่ยิ้มให้น้อยๆอย่างเป็นมิตร อีกฝ่ายสบตาจากระยะห่างแล้วขมวดคิ้วอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโค้งคำนับเล็กน้อยตามมารยาทแต่แฝงไว้ด้วยความไว้ตัว

ขออภัย ถ้าข้าเข้าใจไม่ผิด ลูกสาวของข้าคงกำลังรบกวนท่านอยู่ที่นี่?

เอเล่พยักหน้า ส่วนคนถามถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก และชั่วขณะที่ผู้มาเยือนเอื้อมมือไปดึงริบบิ้นออกจากกิ่งไม้ เจ้าบ้านก็รู้สึกถึงกลิ่นไอบางอย่างที่แผ่ออกมาจากชายผู้นั้น เป็นกลิ่นไอที่แฝงไว้ด้วยอันตราย ประเภทเดียวกับที่นักรบเจนศึกพึงมี

ข้าชื่อเอเล็คเซ่… เอเล็คเซ่ เดล ฟิอาน่า

นักเดินทางสะบัดหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายที่ก้าวเท้าย่นระยะห่างเข้ามา และเพ่งมองมือซ้ายที่ถูกยื่นมาให้ตรงหน้าอย่างชั่งใจ ดวงตาสีเขียวซึ่งฉายแววเย็นเฉียบนั้นเปล่งประกายที่ไม่อาจตีความหมายได้ขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือมาจับตอบ

ซานโตร่า ลา ดิอาโต้

สายตาสองคู่ประสานกันนิ่ง มือที่จับกระชับก็ชะงักค้าง….หลายอึดใจ

ยินดีที่ได้รู้จัก ผู้มาเยือนเป็นฝ่ายตัดบทก่อนพร้อมดึงมือกลับไป เอเล่เปิดประตูออกกว้างแล้วเดินนำเข้าไปด้านใน โดยไม่ได้หันกลับมาเห็นสายตาคมเข้มที่จ้องเขม็งมาอย่างเคร่งเครียด ขณะที่สองขาของผู้มาเยือนกำลังก้าวขึ้นบันไดหินตามหลังเจ้าของบ้าน มือขวาซึ่งกุมด้ามดาบอยู่ก็กำแน่นขึ้น ก่อนจะคลายแล้วเลื่อนออกห่างจากอาวุธคู่กาย

บรรยากาศภายในบ้านอบอุ่นสบายและเงียบสงบ หรือจะบอกว่าเงียบเหงาก็ไม่ผิด มีเพียงเสียงเม็ดฝนจางๆจากภายนอกและเสียงไฟในเตาผิงเท่านั้นที่ลอยอยู่ในอากาศของบ้านหลังนี้ ทีน่าสะลึมสะลือตื่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงปิดประตู

เอเล่? พ่อของทีน่ามาแล้วเหรอคะ

ทีน่า เขาเรียกลูกด้วยเสียงหนักแน่นพลางลูบหัวปลอบประโลมหลังจากที่เด็กหญิงกระโจนเข้าสู่อ้อมแขนอันมั่นคงนั้น

พ่อขอโทษที่ทิ้งลูกไว้จนฝนตก

ทีน่าก็ขอโทษที่ไม่อยู่ที่เดิมค่ะพ่อ แต่ทีน่าหนาว ทีน่ากลัว ทีน่าไม่อยากอยู่คนเดียว

ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร คราวหน้าพ่อจะไม่ทิ้งทีน่าไว้คนเดียวอีกแล้วนะ

เด็กน้อยพยักหน้าหงึกๆแล้วซุกหน้าลงกับไหล่กว้างของผู้เป็นพ่อ มือเล็กๆยังยึดจับเสื้อไว้แน่นเหมือนกลัวพ่อจะหายไปไหนอีก

ขอบคุณ และขอโทษที่รบกวน เขาหันกลับมาค้อมหัวให้เจ้าของบ้านเล็กน้อยก่อนจะกลับหลังหันเตรียมเดินออกจากประตู

ฝนยังตกอยู่นะ เอเล่ท้วงขึ้น ใจคอท่านจะพาลูกออกไปตากฝนอีกรึ

คนถูกเรียกหันกลับมายืนจ้องประสานสายตาอีกครั้ง ริมฝีปากบางได้รูปแต่ส่อลักษณะเข้มแข็งของเจ้าของเม้มเข้าเล็กน้อย ก่อนจะเปล่งเสียงออกมาว่า

ข้ามีเหตุผลจำเป็นที่รั้งอยู่นานไม่ได้

เหตุผลอะไรล่ะ? เจ้าของบ้านย้อนถาม อีกฝ่ายเงียบกริบ แต่ถ้าดวงตาเอ่ยความในใจออกมาเป็นคำพูดได้ เขาอาจจะใช้ตาพูดแทนปากในการตอบ

สำหรับคนอย่างท่าน ยังจะมีอะไรสำคัญไปกว่าลูกสาวอีก? เมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มทำท่าคล้อยตาม ก็พยายามจูงใจต่อไปอยู่ต่อจนกว่าฝนจะหยุดเถอะท่าน ข้ายินดีต้อนรับ

พ่อขา ทีน่าก็ชอบเอเล่ ทีน่าอยากอยู่ต่ออีกหน่อย นะคะพ่อทีน่ารบเร้า

เมื่อลูกสาวเอ่ยปากเองเช่นนี้ ซานโตร่าก็ไม่อยากขัด ทีน่าไม่เคยเอาแต่ใจตัวเองมาก่อน เธอเป็นลูกสาวที่ทั้งเชื่อฟังและเข้มแข็ง แม้ว่าจะสุขภาพไม่ดีและป่วยกระเสาะกระแสะตั้งแต่เสียแม่ไป แต่ทีน่าก็ไม่เคยงอแงหรือทำให้พ่อลำบากใจเลย

ถ้าเช่นนั้นข้าก็ขอรบกวนด้วย นักเดินทางแปลกหน้าจำใจตอบตกลงในที่สุด

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าน่ารำคาญในความรู้สึกของซานโตร่า และฝนหลงฤดูที่กำลังตกอยู่นี้ก็ไม่ยอมหยุดเสียที ทั้งๆที่ตกแค่ปรอยๆเป็นละอองแท้ๆ และแม้ว่าจะดีใจที่ขณะนี้ทีน่าได้นอนหลับอย่างสบายบนที่นอนฟูนุ่มและอบอุ่น ไม่ต้องนอนกลางดินกินกลางทรายเหมือนในหลายๆวันที่ผ่านมาก็ตาม แต่ธุระของเขาเป็นสิ่งที่ยกเลิกไม่ได้ และไม่ควรทอดเวลาให้ช้าออกไป และที่สำคัญ เขาไม่ต้องการจะพบปะหรือสนิทสนมกับผู้คนมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนแบบเอเล็คเซ่ เดล ฟิอาน่า คนนี้

ตลอดเวลาที่แขกของบ้านนั่งหน้าเครียดอยู่นั้น เอเล็คเซ่กลับยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ผ้าม่านที่เคยปิดกลับถูกเปิดและผูกรวบไว้หลวมๆด้วยสายเชือก เบื้องนอกของหน้าต่างที่เปิดไว้เพียงบานเดียวคือป่าอันเขียวชอุ่มชุ่มชื้นซึ่งทอดไกลออกไปตามแนวเนินเขา ซานโตร่าละสายตาจากหน้าลูกสาว กราดมองรอบๆห้องแล้วไปสิ้นสุดอยู่ที่รูปร่างอันคล้ายจะบอบบางของอีกฝ่าย คนแบบนี้… แบบที่มีใบหน้าอ่อนโยน บุคลิกอ่อนนุ่ม พูดจาสุภาพ ท่าทางเหมือนคุณชายตระกูลสูง และมีรูปร่างเกือบจะอ้อนแอ้นแบบนี้น่ะหรือ ที่….

ดูท่าฝนคงไม่หยุดก่อนค่ำเป็นแน่ ท่านคงต้องค้างที่นี่แล้วล่ะ

ประโยคของอีกฝ่ายดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเขา แล้วเจ้าของคำพูดก็กลับหลังหันมาสบตา เมื่อหันหลังให้แสงจากหน้าต่าง ใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นจึงถูกบดบังด้วยเงาจนไม่อาจอ่านสีหน้าได้ แต่กระนั้นซานโตร่าก็รู้สึกเหมือนจะเข้าใจดีว่าดวงตาสีเทาอ่อนคู่นั้นต้องการสื่ออะไร เขาอยากจะปฏิเสธ แต่อีกใจก็สงสารลูกสาว ในเมื่อหน้าที่ของความเป็นพ่อขัดกับภารกิจเช่นนี้ เขาจึงได้แต่นิ่งเงียบ ครึ่งหนึ่งเพื่อหยั่งเชิงของอีกฝ่าย อีกครึ่งหนึ่งเพราะไม่ต้องการตกปากรับคำอะไรให้เป็นการผูกมัดตัวเอง

ข้าจะไปเตรียมอาหารค่ำ จู่ๆเอเล็คเซ่ก็พูดขึ้น แล้วเดินออกจากห้องนั้นไปโดยไม่รอฟังคำตอบรับใดๆจากผู้มาเยือน ทำให้พ่อลูกอ่อนได้แต่มองตามหลังไปด้วยสีหน้าประหลาดๆ

ปมคำถามมากมายที่ยุ่งเหยิง ปั่นป่วนอยู่ในสมองของซานโตร่าได้ไม่นาน ก็ถูกเขาสะบัดหน้าแล้วปัดทิ้งไปชั่วคราว ตอนนี้ไม่ว่าอะไรก็ต้องพักไว้ก่อน เพื่อทีน่า…. เขาต้องทำเพี่อทีน่า ไม่มีอะไรมากหรือน้อยไปกว่านั้น เพราะฉะนั้นทางเลือกที่เขาต้องเลือก ณ เวลานี้ ก็มีเพียงทางเดียวอย่างไม่ต้องสงสัย

เอเล็คเซ่ที่กำลังง่วนอยู่กับการล้างมันฝรั่ง ไม่ทันได้รู้สึกว่ามีคนเข้ามายืนประชิดอยู่ด้านหลังเลยแม้แต่น้อย และอาจเป็นเพราะมัวจมอยู่กับความคิดของตนมากไป จึงทำให้เขาถึงกับเย็นวาบไปถึงสันหลังเมื่อรู้สึกว่ามีฝ่ามือที่ทั้งหนาและแกร่งมาสัมผัสบนไหล่ข้างหนึ่ง พร้อมกับได้ยินเสียงทุ้มของอีกฝ่ายดังขึ้นข้างหู

ข้าจะช่วยปอกมันฝรั่ง

พ่อครัวจำเป็นค่อยๆเหลียวกลับไปมองหน้าเจ้าของมือ แล้วเลิกคิ้วเล็กน้อยเป็นเชิงกึ่งถามไถ่ กึ่งแสดงความประหลาดใจ

มือของท่านใช้จับมีดทำครัวได้ด้วยหรือ?เสียงเรียบๆเอ่ยถามขึ้นแบบเปรยๆไม่จริงจังอะไรนัก