เสียงฝีเท้าม้าตัวเดิมดังขึ้นที่เบื้องนอกอีกครั้ง เอเล็คเซ่เปิดประตูออกมายืนหน้าคฤหาสน์แล้วโบกมือทักทายอาคันตุกะที่ย้อนกลับมาใหม่….เพียงคนเดียว
ชายหนุ่มที่เปลี่ยนมาใส่ชุดเต็มยศแบบข้าราชบริพารในราชสำนักมีรอยยิ้มสบายๆระบายอยู่บนใบหน้า บ่งบอกอารมณ์อันตรงข้ามกับนักรบพเนจรใบหน้าเครียดขมึงซึ่งกำลังนำม้าไปผูกไว้ที่ราวผูกม้าในลานหน้าคฤหาสน์ เขากราดตาสำรวจร่างสูงโปร่งของอีกฝ่ายซึ่งบัดนี้ประดับด้วยดาบชั้นดีในฝักที่เหน็บอยู่ข้างเอว
“ท่านเตรียมพร้อมแล้ว?”
ผู้ถูกถามชักดาบออกมาแล้วยืนตั้งท่าสู้แทนคำตอบ
“แต่ข้ายังไม่พร้อม ข้าไม่เข้าใจว่าทำไม…”
เอเล็คเซ่ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้พูด เขารุกเข้ามาด้วยปลายดาบที่สะกิดเฉี่ยวแขนเสื้อข้างขวาของซานโตร่าขาดเป็นแนวเล็กๆ เนื่องจากเจ้าของเสื้อเบี่ยงตัวหลบออกด้านข้าง
“เอเล็คเซ่! ช้าก่อน…”
ก้าวย่างที่ปราดเปรียวของเขารุกซ้ำอีกครั้ง บีบบังคับให้อีกฝ่ายต้องล้มเลิกความพยายามที่จะถาม แล้วชักดาบออกมาบ้าง ดาบของทั้งสองฝ่ายปะทะกันเป็นระยะๆ ส่งเสียงแหลมๆไปทั่วบริเวณในระหว่างที่ต่างฝ่ายต่างก็ผลัดกันปัดป้องและรุกไล่ตามกลยุทธ์เท่าที่จะนึกได้
“เอเล็คเซ่ ข้ายังไม่อยากฆ่าท่าน…” ชายหนุ่มผู้สูงวัยกว่าเอ่ยปากขึ้นอีกในระหว่างจรดดาบนิ่งรอจังหวะจู่โจม คู่ต่อสู้ของเขาไม่ตอบ ดวงตาสีเทาหรี่แคบและสาดประกายคมกล้า ก่อนจะตวัดดาบแทงซ้ำมาโดยค่อนไปด้านซ้าย ผู้ถูกรุกปัดด้วยดาบอย่างใจเย็นและพยายามพูดขึ้นอีกครั้ง
“เอเล็คเซ่ ข้าอยากถามว่า….”
แชร้งงงง!
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นขัดจังหวะ เพราะซานโตร่าต้องปัดวิถีดาบของอีกฝ่ายออกอย่างแรง เนื่องด้วยการบุกอย่างห้าวหาญดุดันของเอเล็คเซ่ เดล ฟิอาน่า และเมื่อความพยายามเจรจาด้วยสันติของเขาล้มเหลวลงถึงหลายครั้งหลายครา มืออาชีพอย่างเขาก็จำต้องทุ่มเทสมาธิให้กับการต่อสู้เท่านั้น….อย่างเลี่ยงไม่ได้
เมื่อตัดใจได้แน่วแน่แล้ว ในไม่ช้าการบุกของซานโตร่าก็เรียกเลือดซิบๆจากต้นแขน หัวไหล่ และแก้มซ้ายของเอเล็คเซ่ได้บ้าง ทำให้สถานภาพการรุกและรับผันกลับเป็นตรงกันข้าม เขารุกเข้าไปโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้หายใจ เท้าอันคล่องแคล่วเคลื่อนไปข้างหน้าและวนหลอกล่อออกด้านข้างด้วยย่างก้าวที่ถูกสั่งการด้วยความรู้และประสบการณ์อันช่ำชอง แม้เอเล็คเซ่จะปัดป้องดาบของเขาได้เกือบทุกครั้ง แต่ก็ค่อยๆถูกต้อนให้จนมุมไปทีละน้อย
ในที่สุดเมื่อฝ่ายเจ้าถิ่นเริ่มอ่อนกำลังลง ซานโตร่าก็สะอึกเข้าประชิดวงใน และถัดจากการใช้คมอาวุธเข้าปะทะกับอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนสังเกตได้ว่าไหล่คู่ต่อสู้สะท้านและเริ่มเสียหลัก เขาก็ใช้ความว่องไวขยับกั่นดาบของตนมากระแทกซ้ำเข้าไปที่มือ ยังผลให้เอเล็คเซ่เผลอปล่อยดาบให้หล่งลงไป และยังไม่ทันที่จะก้มลงไปหยิบอาวุธของตนกลับคืนมาได้ ผู้มีชัยเหนือกว่าก็จ่อปลายดาบเข้าที่คอ ทำให้เขาต้องชะงักอยู่กับที่อย่างจนมุม
เอเล็คเซ่ค่อยๆพลิกตัวจากท่าก้มคว่ำเป็นหงาย แล้วหย่อนก้นลงนั่งกับพื้น โดยมีคมดาบซึ่งสัมผัสแผ่วๆอยู่ที่ลำคอและแววตาดุดันของซานโตร่าขยับตามการเคลื่อนไหวของเขาอยู่ทุกอิริยาบถ ดวงตาสีเทามองช้อนขึ้นแล้วจ้องตอบ รอยยิ้มผุดปรายบนใบหน้าเช่นเคยพร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆที่ดังกลบเสียงหอบอย่างเหนื่อยล้า
“ท่านชนะแล้ว เอาชีวิตของข้าไปเสียสิ”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังไม่ขยับ แต่กลับส่งสายตาจ้องกระแทกหน้าอยู่เช่นเดิม ร่างโปร่งก็ย้ำขึ้นอีก
“เชิญเลือกแทงได้ตามใจชอบ หรือจะบั่นคอข้ากลับไปก็ได้นะ เอ้า” พูดจบก็หัวเราะเอื่อยๆอีกครั้ง มิหนำซ้ำยังดึงคอเสื้อให้เผยอออกกว้าง แล้วยืดคออย่างเชื้อเชิญให้คมดาบเข้าเชือด
ปลายดาบที่จ่ออยู่เริ่มขยับ เอเล็คเซ่พริ้มตาลงแล้วผ่อนลมหายใจออกเบาๆ แต่แล้วก็แทบจะต้องกระโดดผุดลุกขึ้นด้วยความประหลาดใจ เมื่อได้ยินเสียงเก็บดาบเข้าฝักดังขึ้นแทน
คิ้วสีเข้มกึ่งขมวดกึ่งเลิกขึ้นแสดงความฉงนในขณะที่อีกฝ่ายซึ่งยืนก้มลงมามองยื่นมือมาให้ แต่เอเล็คเซ่เพียงนั่งจ้องประสานตานิ่ง มือข้างที่ยันพื้นก็ยังยันอยู่เช่นเดิม ส่วนอีกข้างยกขึ้นป้ายหยาดเลือดที่เริ่มจับเหนอะออกจากแก้ม
“ลุกขึ้น เข้าบ้าน” คนที่ยังยืนอยู่ปริปากขึ้นห้วนๆ
“ท่านสั่งข้า?” นอกจากจะย้อนถามแล้วยังแค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่สบอารมณ์ด้วย
“ใช่ ลุกขึ้น หรือว่าอยากตาย?”
“ถ้าข้าตอบว่าอยากตายล่ะ?”
ประโยคยียวนของเขาทำให้อีกฝ่ายที่กำลังหมุนตัวจะออกเดินต้องชะงักกึกแล้วกลับมาจ้องด้วยแววตาเครียดๆอีกคำรบ สีหน้าลังเลแบบคนไม่รู้จะรับมือเด็กดื้ออย่างไรปรากฏให้เห็นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลับเป็นเฉยชาเช่นเดิม
“ไม่ว่าเจ้าจะอยากตายหรือไม่ ก็ต้องลุกขึ้น แล้วตามมา”
น้ำเสียงแข็งกร้าวเฉียบขาดและแฝงอำนาจอยู่ในที รวมทั้งสรรพนามบุรุษที่สองซึ่งเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ทำให้เอเล็คเซ่รู้สึกว่าไม่มีประโยชน์ที่จะดื้อรั้นต่อไป จึงลุกขึ้นแล้วเดินตามอย่างว่าง่าย แต่ยังไม่วายตอบแบบประชดๆ
“ขอรับท่านแม่ทัพ”
ซานโตร่าชำเลืองมองแวบหนึ่งโดยไม่พูดอะไรแล้วก้าวฉับๆเข้าประตูคฤหาสน์ เอเล็คเซ่จึงอ้อยอิ่งไปเก็บดาบของตนเข้าฝักตามเดิมก่อนจะตามเข้าไป
“แต่ข้าไม่ใช่ทหารใต้บังคับบัญชาของท่านเสียหน่อย” คือเสียงบ่นอุบอิบที่ซานโตร่าไม่ทันได้ยิน
“เจ้ารู้อยู่แล้วว่าข้าจะมาสังหารเจ้า?” เมื่ออีกฝ่ายถามขึ้นเช่นนี้ เจ้าของบ้านก็เงยหน้าขึ้นจากการแปรงเศษดินโคลนออกจากรองเท้า แล้วตอบสั้นๆ
“ใช่” แต่เมื่อเห็นซานโตร่าจ้องเขม็งแบบต้องการเค้นคำตอบเพิ่มเติม จึงเสริมต่อ
“ทีน่าบอกข้าว่าท่านได้รับหมายเรียกจากเมืองหลวง แต่พวกท่านกลับกำลังเดินทางออกสู่ชนบท แสดงว่านั่นไม่ใช่หมายเรียกทหาร แต่อาจจะเป็นภารกิจลับอย่างอื่น”
“เช่น…?”
“เช่น อืม… เช่น กำจัดเสี้ยนหนามที่เกะกะสายตาสำนักราชวัง?”
“อืม” คนฟังส่งเสียงเป็นเชิงรับรู้ แต่คิ้วยังเลิกขึ้นแสดงความกังขา
“อีกอย่าง ท่านไม่ใช่นักฆ่าคนแรกที่ถูกส่งมา” ผู้ถูกหมายหัวพูดต่อ “ข้าถูกจู่โจมมาหลายครั้งแล้ว เพียงแต่ว่า ที่ผ่านๆมาข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่านักฆ่าพวกนั้นถูกส่งมาจากในวัง….”
“แต่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ แสดงว่าคนก่อนๆทำงานล้มเหลว”
“เทพธิดาแห่งโชคปราณีข้า” คนโชคดีทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วเล่าต่อ “และทักษะที่ติดตัวมาบ้างก็ช่วยให้ข้ารอดพ้นมาได้…. จนกระทั่งเจอท่าน”
เอเล่หยุดชั่วขณะก่อนจะเสริมต่อ
“ดูท่า ชะตาข้าคงถึงฆาตเสียแล้วกระมัง?” สิ้นประโยค ใบหน้าเยาว์วัยของผู้พูดก็ส่งยิ้มขี้เล่นให้คู่สนทนา แต่อดีตนายทหารผู้เคร่งขรึมไม่เล่นด้วย เขาผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินอ้อมโต๊ะมาด้านหลังเอเล็คเซ่อย่างช้าๆ เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นดังกึก กึก แม้จะไม่ดังนักแต่ก็ก้องไปทั่วคฤหาสน์อันว่างเปล่า
คนบนเก้าอี้ไม่หันไปมอง แต่ก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายปลดดาบพร้อมฝักออกจากเอวของตนไป ทางเบื้องหลังมีเสียงชักดาบดังขึ้น มันเสียดความรู้สึกจนขนที่คอลุกซู่ แต่เขาก็กัดฟันข่มกริยาเอาไว้ไม่ให้หวั่นไหวจนออกนอกหน้า แต่ซานโตร่าก็ไม่ทำอะไรมากไปกว่ากราดสายตามองทั่วดาบและฝักอย่างพินิจพิเคราะห์ และก็วางคืนให้บนโต๊ะอย่างแผ่วเบาทะนุถนอม แล้วเจ้าของเสียงฝีเท้าหนักแน่นก็เดินวนกลับมาหยุดยืนเยื้องไปด้านหน้า หลังจากนั้นก็ก้มลงมองอาภรณ์ของเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ
“เจ้าแต่งกายเหมือนขุนนางในพระราชวัง”
คนถูกทักพยักหน้า
“แต่ดาบชั้นดีของเจ้าผ่านการใช้งานมามาก ผิดวิสัยขุนนางผู้ดีผิวบางพวกนั้น”
เอเล็คเซ่หลุดหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินคำคุณศัพท์ที่ซานโตร่าใช้เอ่ยถึงขุนนางในวัง และดูเหมือนอีกฝ่ายก็ตระหนักได้เช่นกันว่าตนเผลอพูดอะไรออกไป จึงคลี่ยิ้มอย่างขบขันบ้างก่อนจะปิดท้ายด้วยคำถามที่เป็นหัวใจของเรื่องราวทั้งหมดในช่วงหลายวันมานี้
“เอเล็คเซ่ เดล ฟิอาน่า เจ้าคือใครกันแน่ เหตุใดจึงมีคำสั่งให้สังหารเจ้า?”
เอเล็คเซ่จึงได้ค่อยๆเล่าเรื่องให้ซานโตร่าฟังอย่างคร่าวๆ ตั้งแต่เรื่องที่เขาเป็นญาติห่างๆที่ไม่ได้ผูกพันทางสายเลือดกับพระราชาองค์ปัจจุบันหรืออดีตเจ้าชาย เรื่องที่พ่อของตนเสียชีวิตในสนามรบ เรื่องที่ลุงซึ่งยังโสดและไม่มีลูกเป็นคนรับไปเลี้ยง ลุงผู้นี้เลี้ยงดูเขาและส่งเสียให้เรียนสูงๆ หลังจากนั้นก็พาเข้าไปทำงานในวัง เขาเล่าถึงเรื่องที่เขาเป็นครู และสอนหนังสือให้เจ้าชายในด้านยุทธศาสตร์การรบ สอนวิธีขี่ม้า รวมทั้งการใช้อาวุธเบื้องต้นด้วย เรื่อยไปจนถึงเรื่องที่เมื่อสี่ปีที่แล้วลุงเข้าร่วมแผนการโค่นล้มราชบัลลังก์และถูกประหารในที่สุด
ส่วนตัวเขาเองนั้นได้รับการไว้ชีวิตเพราะเป็นครูฝึกและผู้ดูแลการศึกษาของเจ้าชายมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และเพราะเจ้าชายทรงเป็นผู้ออกปากด้วยพระองค์เอง ในการยับยั้งไม่ให้เสด็จพ่อ หรือพระราชาองค์ก่อนซึ่งทรงกำลังกริ้วสั่งประหารเขาไปอีกคนในฐานะที่เป็นคนในครอบครัวและต้องสงสัยว่าสมรู้ร่วมคิด แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวง และระหกระเหินกลับมาอาศัยที่คฤหาสน์หลังนี้ซึ่งเป็นบ้านเก่าของท่านย่าผู้ล่วงลับ
เมื่อเอเล็คเซ่คุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆแล้ว ช่วงแรกก็ไปช่วยสอนหนังสือที่โรงเรียนในเมืองเชิงเขาเป็นประจำ แต่เกือบสองปีให้หลังมานี้นานๆครั้งก็มีมือสังหารโผล่มาเล่นงานบ้าง เขาไม่อยากเสี่ยงให้เด็กๆหรือชาวบ้านต้องพลอยมีอันตรายไปด้วย จึงแยกตัวออกมาอยู่คนเดียวเหมือนเดิมโดยไม่พบปะสุงสิงกับใครมากเกินจำเป็น
“แล้วเหตุใดฝ่าบาทซึ่งทรงเคยปกป้องเจ้าจึงได้มีพระประสงค์จะให้เจ้าตายล่ะ?”
“ท่านถามข้าแล้วข้าจะไปถามใคร…” เอเล็คเซ่ยักไหล่
“แต่ที่จริงข้าไม่จำเป็นต้องรู้หรอก” ทรวงอกของผู้พูดสะท้อนขึ้นและลงตามจังหวะการถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงขมขื่น “ขอแค่ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ข้าตาย….”
“เจ้าก็จะตายงั้นรึ?” เสียงทุ้มเข้มถามแทรกก่อนจบประโยค
คนถูกถามสะบัดหน้าเงยขึ้นจ้องตอบสายตาของคนถาม พลางตอบทันควันด้วยน้ำเสียงหนักๆ
“ใช่”
“หมายความว่าถ้าก่อนหน้านี้เจ้ารู้ว่ามือสังหารพวกนั้นส่งมาจากในวัง เจ้าก็จะยอมถูกฆ่างั้นรึ?”
ครั้งนี้เอเล็คเซ่กลับนิ่งเงียบและครุ่นคิด ก่อนจะส่ายหน้าแทนคำตอบ
“นักฆ่ารับจ้างพวกนั้นไม่คู่ควรหรอก ท่านซานโตร่า”
ซานโตร่าฟังออกและเข้าใจดีว่าประโยคที่ฟังดูเหมือนอวดโอ่ตนเองนั้น ไม่ได้ถูกกล่าวออกมาด้วยความถือดีของผู้พูด บทสนทนานี้แฝงความนัยบางอย่างอยู่ลึกๆ ทั้งความเศร้าสร้อย ความอ้างว้าง ความขุ่นแค้นใจ ความสับสน และความปรารถนา อดีตขุนนางหนุ่มผู้นี้คงเฝ้ารอวันที่จะได้กลับไปรับใช้ฝ่าบาทที่เขาบูชาอีกครั้งมาตลอด แต่ในขณะเดียวกันก็ขุ่นข้องและคลางแคลงใจในสถานภาพของตน รวมทั้งความสั่นคลอนของจิตใจที่เพิ่มขึ้นมาเมื่อได้รู้ว่าตนเป็นผู้ที่ราชวังต้องการกำจัด ได้เริ่มทำให้เขาหวั่นไหวและสับสนในความจงรักภักดีของตนที่มีต่อราชบัลลังก์เสียแล้ว
สายตาแข็งกร้าวมุ่งมั่นที่เคยลุกโชนในยามประดาบ บัดนี้กลับเซื่องซึมลงและสั่นไหวไปด้วยความสิ้นหวัง…. และแฝงด้วยความหวังอยู่ในส่วนลึกซึ่งมือสังหารรายล่าสุดนี้สามารถสัมผัสได้ แต่ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าคนตรงหน้าหวังและรออะไร เขากลับไม่ต้องการพูดถึง รวมทั้งตัดสินใจด้วยว่าจะไม่มีทางตอบสนองต่อความปรารถนานั้นเป็นอันขาด
“ท่านนำศีรษะข้ากลับไปเสียเถอะ” หลังจากถอนหายใจเกือบเป็นครั้งที่สิบ ฝ่ายที่นั่งอยู่ก็กลับเป็นฝ่ายกล่าวประโยคนั้นออกมาเองจริงดังคาด ทำให้ผู้ฟังส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย
“ทำไมล่ะ? ข้าบอกแล้วว่าท่านไม่ได้ติดหนี้บุญคุณอะไรข้า จะลังเลไปเพื่ออะไร สำหรับท่านการลงดาบเพียงครั้งเดียวไม่ใช่เรื่องยากเย็นไม่ใช่รึ?”
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าเพียงไม่ต้องการหลับหูหลับตาทำตามคำสั่งที่ไร้เหตุผลเยี่ยงนี้”
“เจ้าชาย…. ฝ่าบาทไม่ได้ทรงเป็นคนไร้เหตุผล!” เอเล่เถียง
“ใช่สิ”
“ไม่ใช่! ข้ารู้จักพระองค์ดี พระองค์ทรงทำแต่สิ่งที่ถูกต้องเสมอ”
“แล้วทำไมจู่ๆในวังจึงส่งนักฆ่ามารังควานเจ้าเล่า เอเล็คเซ่?” ประโยคที่จี้ใจทำให้คู่สนทนาของซานโตร่านิ่งเงียบไปในทันที
“หลังจากออกจากวัง เจ้าก็ไม่เคยแม้แต่จะย่างกรายเข้าใกล้เมืองหลวง แล้วจะมีอะไรไปทำให้ทรงขัดเคืองพระทัยถึงขนาดทรงประสงค์ให้เจ้าตายได้?”
“ฝ่าบาทต้องทรงมีเหตุผลแน่ สิ่งที่พระองค์ทำถูกต้องเสมอ” ผู้ถูกหมายหัวยังยืนกรานคำเดิม
“เจ้ามันงมงาย” อดีตแม่ทัพผู้เกรียงไกรตำหนิเสียงกร้าว “เจ้าภักดีต่อเจ้าชายที่เจ้าเคยอบรมมา เจ้าเทิดทูนฝ่าบาทมากเสียจนกระทั่งดวงตามืดบอดเชียวรึ?”
“ท่านจะไปรู้อะไร! เพราะข้ารู้จักฝ่าบาทดีกว่าใครๆน่ะสิข้าถึงได้เชื่อมั่นในตัวพระองค์” อดีตครูฝึกของเจ้าชายทุบโต๊ะอย่างฉุนเฉียวพร้อมขึ้นเสียงตอบโต้
“เชื่อมั่น?” อีกฝ่ายทวนคำ แล้วหัวเราะเย้ยหยันก่อนจะสำทับอีกครั้ง “เจ้ามันโง่ แทนที่จะเชื่อว่าพระองค์ไม่มีทางรับสั่งสิ่งไร้เหตุผลเช่นนี้ เจ้ากลับเชื่อว่าคำสั่งงี่เง่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง”
“ท่าน…!!!” เอเล่ผุดลุกขึ้นเหมือนถูกไฟจี้ แต่ซานโตร่าไม่เปิดโอกาสให้พูดแทรก
“เจ้าจะงมงายเชื่อว่าเมื่อฝ่าบาทรับสั่งให้เจ้าตาย เจ้าก็สมควรตายงั้นหรือ? ถ้าเจ้าเชื่อมั่นว่ารู้จักฝ่าบาทดีกว่าใคร ก็ต้องเชื่อสิว่าคำสั่งเหลวไหลเช่นนี้ไม่มีทางเป็นรับสั่งของฝ่าบาท ทำไมต้องยอมตายไปทั้งๆแบบนี้ด้วย เจ้าไม่อยากรู้รึว่าเหตุผลของฝ่าบาทคืออะไร?” น้ำเสียงและเนื้อหาของประโยคหลังที่ผกผันไปอย่างกะทันหัน ทำให้เอเล็คเซ่ชะงักวูบอย่างงุนงง
“ไปพิสูจน์สิ ว่าฝ่าบาททรงประสงค์จะให้เจ้าตายจริงหรือไม่” นักรบพเนจรพ่อลูกอ่อนโน้มน้าวต่อด้วยคำมั่นที่น่าฟังและน่าเชื่อถือ “จงไปที่วังกับข้าแล้วทูลถามฝ่าบาทดู ถ้าพระองค์รับสั่งเช่นนั้นจริง ข้าจะสงเคราะห์ให้อย่างที่เจ้าปรารถนา”
“ท่านหมายความว่า….” คิ้วสีเข้มของเจ้าบ้านขมวดเข้าหากัน ดวงตาฉายแววสงสัยโดยไม่ปิดบัง ซานโตร่าจ้องตอบด้วยแววตาสงบนิ่ง ไม่นานนักดวงตาล้ำลึกสีเทาคู่นั้นก็เปล่งประกายบางอย่างที่สื่อให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายก็เริ่มสะกิดใจในสิ่งเดียวกัน
“ใช่ ข้าคิดว่าภารกิจลับนี้มีอะไรไม่ชอบมาพากล” ซานโตร่าพูดขึ้นในที่สุด
“ถ้าเช่นนั้น ข้าตกลง” เอเล็คเซ่ตอบกลับโดยแทบจะไม่ต้องคิด
ชายหนุ่มทั้งสองควบม้าเข้ามาถึงใจกลางเมืองในยามโพล้เพล้ ทีน่าซึ่งวิ่งเล่นอยู่กับเด็กคนอื่นๆอีกสี่ห้าคนหน้าลานของโรงเรียนหยุดกึกเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าม้า ก่อนจะเหลียวมองแล้ววิ่งถลาเข้าหาพ่อของตน
“พ่อขา!”
“ทีน่า เป็นเด็กดีหรือเปล่าลูก”
“เอเล่!” ฝ่ายลูกสาวไม่ตอบ แต่กลับชะโงกข้ามไหล่ผู้เป็นพ่อไปโบกมือทักทายด้วยน้ำเสียงเริงร่าเมื่อสังเกตเห็นว่าผู้ที่ควบม้าอีกตัวตามหลังมาติดๆนั้นคือใคร อดีตนายทหารหัวเราะเบาๆด้วยความเอ็นดูแกมขำ ก่อนที่จะส่งเทพธิดาตัวน้อยๆของตนให้อีกฝ่ายซึ่งเพิ่งกระโดดลงจากหลังม้า
หลังจากนั้นซานโตร่าก็หันไปสนใจและคำนับทักทายหญิงสาวซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางเด็กๆที่กำลังตื่นเต้นกับผู้มาเยือนทั้งคู่ ดูพวกเขาจะมีความสุขเป็นพิเศษในยามมีแขกมาเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะเอเล่คืออดีตครูสอนพิเศษของโรงเรียน จึงได้ถูกเจ้าตัวเล็กๆกรูกันเข้าไปมะรุมมะตุ้มอย่างดีอกดีใจ
“ทีน่าเป็นเด็กฉลาดมากค่ะ แล้วก็คุยสนุกด้วย”
มารีลินหรือคุณครูมารีพูดอย่างอารมณ์ดี เธอผินหน้าไปมอง ‘คุณครูเอเล่’ ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะแย้มยิ้มแล้วรายงานให้พ่อของทีน่ารู้ว่าลูกสาวของเขาติดใจเอเล่มากแค่ไหน
“เธอเล่าเรื่องของท่านและเรื่องที่ได้พบกับเอเล่อย่างสนุกสนานเลยทีเดียว”
เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กเงียบลงเมื่อเอเล่ทักทายและพูดคุยเล่นหัวกับนักเรียนกลุ่มนี้อย่างทั่วถึงจนเด็กๆคลายความตื่นเต้นลงลงแล้ว เขาเดินเข้ามาสมทบกับผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม หลังจากส่งลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของสหายรายใหม่คืนไปแล้ว สองแขนที่บัดนี้ว่างลงก็ดึงเพื่อนเก่าเข้าไปโอบกอดทักทายอย่างถือสนิท ฝ่ายนักเดินทางแปลกถิ่นเห็นดังนั้นจึงพาเด็กทั้งหลายเลี่ยงไปเล่านิทานให้ฟังในมุมอื่น เพื่อเอื้อเวลาและโอกาสส่วนตัวให้สหายเก่าทั้งสองได้ทักทายกันอย่างเต็มที่
“มารี! ไม่ได้พบกันเสียนาน หวังว่าเจ้าคงสบายดี”
“ข้าสบายดี แล้วเจ้าล่ะ” มารีถามกลับขณะตบบ่าด้านหลังของเพื่อนสองสามครั้งก่อนผละออกห่าง
“ข้าก็สบายดี” เอเล่ตอบด้วยรอยยิ้มซึ่งกว้างและแจ่มใสกว่าปรกติ
“เจ้าจะเดินทางไปไหนหรือ?” ผู้ถามพยักพเยิดไปทางม้าทั้งสองตัวที่บรรทุกสัมภาระส่วนตัวของผู้ขี่มาด้วย
“ข้าจะไปต่างเมือง”
“ไปเมืองหลวง?”
“ไป แต่ข้าอาจจะต้องแวะที่อื่นก่อน” ตอบพลางพยักหน้าไปทางนายทหารพ่อลูกอ่อนเล็กน้อย “ข้าจะไปกับท่านซานโตร่า”
หญิงสาวเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ นัยน์ตาของเอเล็คเซ่ไม่ฉายแววล้อเล่น เธอจึงลอบพินิจดูอดีตนายทหารผู้อยู่กลางวงล้อมของเด็กๆอีกครั้งหนึ่ง
“เจ้าคงไม่ได้กำลังเดือดร้อนอะไรนะ?” มารีลินวางมือลงบนบ่าข้างหนึ่งของเพื่อนเก่า ขณะกระซิบถามด้วยน้ำเสียงกังวล
“เขาไม่มีพิษภัยอันใดต่อข้าหรอก มารี” เขาตอบพลางยิ้มละไม
“ข้าไม่ได้หมายถึงท่านซานโตร่า…”
“มือสังหารจะไม่ถูกส่งมาอีกแล้ว” ชายหนุ่มตอบอย่างรู้ใจ ซึ่งนั่นทำให้เธอระบายลมหายใจออกมาเบาๆด้วยความโล่งอก แต่อุ้งมือของมารีก็กดน้ำหนักลงบนไหล่ฝ่ายตรงข้ามอย่างเครียดเกร็งทันทีที่ได้ฟังประโยคต่อไป
“ท่านซานโตร่าคือมือสังหารคนสุดท้ายของข้า”
“เอเล็…!” เสียงอุทานของเธอถูกคู่สนทนาสกัดไว้ด้วยปลายนิ้วชี้ที่แตะลงบนริบฝีปาก
“เจ้าอย่าได้กังวลไป เขาไม่ได้คิดจะฆ่าข้าแล้ว” ระหว่างคนทั้งสองไม่มีอะไรต้องปิดบัง เอเล็คเซ่จึงบอกเล่าให้มารีรู้จุดมุ่งหมายของเขาในการเดินทางครั้งนี้ไว้คร่าวๆ
“อืม… แล้วคืนนี้เจ้าจะพักแรมที่นี่หรือจะออกเดินทางทันทีล่ะ?”
“ข้า…ก็ยังไม่รู้”
“ขึ้นอยู่กับท่านซานโตร่าสินะ”
เอเล็คเซ่พยักหน้าตอบรับ มารีลินผุดรอยยิ้มพราย แล้วเดินไปทางกลุ่มนักเรียนของเธอ
“ท่านซานโตร่า” เสียงหวานๆของคุณครูสาวทำให้เจ้าของชื่อรวมทั้งเด็กทุกๆคนหันมามองเป็นตาเดียวกัน “ถ้าท่านไม่รังเกียจ ข้าขอเชิญท่านทั้งสามไปรับประทานอาหารค่ำและค้างแรมที่บ้านข้าสักคืนหนึ่งก่อนออกเดินทาง”
- to be continued on Chapter 03 -
