Never-Ending Diary
– by Shinzei – (นามปากกาเก่าเราเอง เอิ๊ก)
ฤดูร้อนปีนี้ช่างแย่ซะจริง ๆ เพราะความจริงแล้วตอนนี้ผมควรจะอยู่ที่โตเกียวกับจินจังและพากันไปซิ่งให้ชุ่มปอด แต่ให้ตายเถอะ! คุณพ่อจอมแสบของผมดันรั้งตัวผมไว้ให้ช่วยงานซะนี่ แต่ผมก็ไม่ได้ลำบากอะไรนักหนาหรอก ก็เพราะผมทำงานแค่ 3 วันเท่านั้นก็ดอดชิ่งออกมาเที่ยวอยู่ที่ L.A. แห่งนี้ซะแล้ว อ้าว…ก็วันหยุดยาวทั้งที ใครจะยอมอยู่บ้านช่วยงานให้โง่ล่ะ? ถ้าขืนไม่เที่ยวก็เสียชื่อชินจังจอมเที่ยวกันพอดี อะไรนะ? อ๋อ…พ่อผมน่ะรึ? พ่อไม่ด่าผมหรอก ก็จะด่าได้ไง~~ ในเมื่อตอนนี้พ่อไปฉลองครบรอบวันแต่งงานกับแม่น่ะสิ ป่านนี้คงอยู่แถว ๆ ปารีสล่ะมั้ง และกว่าจะกลับก็อาทิตย์หน้าแน่ะ เพราะงั้นระหว่างที่พ่อไม่อยู่ ผมก็ต้องขอเที่ยวบ้างล่ะ (เสียดายชะมัดที่ไปไหนไกลไม่ได้ เดี๋ยวกลับไม่ทันพ่อ) และผมก็จะเริ่มที่ L.A. เนี่ยแหละ เพราะผมไม่เคยมา L.A. เลยนอกจากเวลานั่งรอเครื่อง transfer อยู่ในสนามบินเท่านั้น ได้ยินมาว่าชีวิตยามราตรีที่นี่มีสีสันสวยงาม น่าตื่นตาตื่นใจ สถานเริงรมย์ก็มีมากมายเหมือนดอกเห็ด แถมยังคึกคักพลุกพล่านไปด้วยผู้คน เอ….แต่มันไม่เกี่ยวกับผมนี่หว่า เพราะผมน่ะยังไม่ครบ 21 ขวบเลยนี่นะ เรื่องสุรา…นารี…กีฬาบัตรก็หมดสิทธิ์ชัวร์ เฮ้อ!! ช่างเหอะ ผมน่ะแค่เดินชมเมืองก็สนุกพอแล้ว!
ผมออกจากสนามบิน LAX มาก็ปาเข้าไป 11 โมงกว่าแล้ว แต่ยังไม่ยักกะหิวแฮะ ถ้างั้นเดินเที่ยวไปก่อนดีกว่า หิวเมื่อไหร่ค่อยหาร้านข้าง ๆ ทางกิน ผมเดินไปเรื่อย ๆ ทั้งสวนทางและแซงผู้คนไปมากหน้าหลายตา แปลก…วันนี้วันทำงานนี่นา แต่ทำไมคนเดินกันให้ควั่กเลยล่ะนี่? หรือเพราะตอนนี้ใกล้ได้เวลาอาหารกลางวัน เลยทำให้ใคร ๆ ก็ต้องออกมาหาของกินยัดปากสินะ ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ดู ๆ แล้วมีทั้งพวกอเมริกัน ยูโรเปียน อาเชียน และอาฟริกัน ดูแล้วก็แก้เบื่อได้มากโข เพราะแต่ละหน้ามาแนวไม่ซ้ำกันเลย หึ ๆ มันก็เป็นอีกมุมนึงของชีวิตแหละนะ คนต่างชาติต่างภาษาและต่างสีผิวกันมาอยู่ร่วมเมืองกันและพึ่งพาอาศัยกัน ผมชอบจริง ๆ ยุคสมัยที่ไม่แบ่งชนชั้นไม่แยกเชื้อชาติเนี่ย มันทำให้ใครหลายคนได้เห็นความแปลกใหม่ของชีวิตและเรียนรู้ไปกับมันด้วยนั่นแหละ ไม่ว่าจะสัญชาติไหน มันก็คนเหมือน ๆ กัน ไม่เห็นมันจะต่างกันเท่าไหร่เลย ถึงจะไม่รู้จัก ไม่เคยพบกันมาก่อน แม้จะอยู่ห่างไกลกันสักเพียงไหน แต่มนุษยฺก็อยู่ร่วมโลกเดียวกัน ทั้งผืนดิน แผ่นฟ้า มหาสมุทร พวกเราก็ใช้ร่วมกัน ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ เราก็มองเห็นดวงเดียวกันน่ะแหละ ผมจึงคิดว่า มิตรภาพ ไม่จำกัดพรมแดน และก็เลยชอบเที่ยวเอามาก ๆ เลยทีเดียว
พูดถึงการเดินทางแล้ว ผมมีประสบการณ์มากเลยล่ะ เดินทางท่องเที่ยวไปมันซะทุกที่ ทุกเวลาที่มีโอกาส (เรียกว่าอยู่ไม่ติดที่งั้นเถอะ) แม้แต่อยู่ในระหว่างเปิดภาคเรียนผมก็ยังเที่ยวได้ (โอ๊ะ ๆ วันสอบถ้ามีเวลาว่าง 3-4 ชั่วโมง ก็อย่าหวังว่าผมจะนั่งจับเจ่ารออยู่หน้าห้องสอบเลย!) แต่กระนั้น ผมก็คิดว่าผมยังเห็นโลกมาไม่พอ ดังนั้นก็เลยจำเป็นต้องหาโอกาสท่องเที่ยวต่อไปอีกเพื่อจะได้เรียนรู้ไปในตัว (พล่ามมาซะนาน แต่จริง ๆ แล้วก็แค่หาข้ออ้างเที่ยวเท่านั้นแหละ….มั้ง ^^” )
….กำลังเดินคิดเพลิน ๆ ความคิดของผมก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเอะอะโวยวายและเสียงกรีดร้องที่จับใจความไม่ได้ ต้นเสียงโกลาหลนี้ฟังดูเหมือนจะอยู่ข้างหน้าไกลออกไปไม่มากไม่น้อย ประมาณ 300-400 เมตรเท่านั้น ‘อะไรกัน จลาจลรึไงเนี่ย‘ ผมถามตัวเองขึ้นลอย ๆ
และขณะที่กำลังงุนงงอยู่นั้นเอง ก็มีสาวสวยผมทองใส่แว่นกันแดดสีเข้ม วิ่งหน้าเริดตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว (ทั้ง ๆ ที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนนะเนี่ย) ‘วิ่งเร็วจังแฮะ น่าจะส่งไปแข่งโอลิมปิค‘ ผมคิดได้แค่นั้นเองเธอคนนั้นก็พลิ้วผ่านหน้าผมไป โอ้! ช่างสวยงามอะไรเช่นนี้ หยาดเหงื่อของเธอกระเซ็นเป็นละอองประกายวาววับ ส่วนใบหน้านั้นเล่า ก็แดงระเรื่อเพราะเลือดสูบฉีด ขับให้ผิวหน้าเธอดูเปล่งปลั่งงดงาม รับกับริมฝีปากสีชมพูอวบอิ่มนั้น โอ~~~ ช่างน่ารักน่าเอ็นดู ประดุจเทพธิดาผู้ควรแก่การทะนุถนอม (โดยเฉพาะความเร็วสูงของเธอ ที่ยิ่งช่วยทำให้ผมรู้สึกเหมือนเธอเป็นนางฟ้าผู้ติดปีกบิน) แต่อนิจจา! เธอวิ่งผ่านผมไปได้ไม่ถึง 10 ก้าวก็…
โครม!!!! โธ่ถัง (แต่ไม่กาละมัง)! แม่เทพธิดาผู้น่ารักของผม (อ่า….ผมขี้ตู่ไปไหมเนี่ย ^^” ) มีอันต้องลงไปนอนวัดพื้นซะแล้ว ผมยังไม่ทันจะขยับไปไหนเสียงกรี๊ดสนั่นที่เหมือนเกิดสงครามกลางเมืองนั้นก็ดังขึ้นมาอีกคำรบหนึ่ง (ที่จริงแล้วก็คงดังอยู่ตลอดนั่นแหละ แต่ไม่ทันได้สนใจ) ผมจึงวิ่งไปลากแม่เทพธิดาคนนี้เข้ามาหลบในซอกตึกกับผม ก่อนที่พวกเราจะถูกหางเลขจากการจลาจลครั้งนี้ โชคยังดีอยู่ที่หลบได้ทันฉิวเฉียด เพราะบัดนี้ที่ที่ผมยืนอยู่เมื่อครู่ได้แปรสภาพเป็นเหมือนสมรภูมิรบไม่มีผิด! ทั้งสับสนทั้งวุ่นวาย เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องโวยวายฟังไม่ได้ศัพท์ เสียงดังเซ็งแซ่กระหึ่มมาทั้งจากคนเดินถนนที่หาทางเอาตัวรอดและจากกลุ่มจลาจลตัวก่อเหตุ จนกระทั่งความวุ่นวายทั้งหลายผ่านพ้นไป ผมก็หันมาให้ความสนใจกับสาวสวยผู้นี้อีกครั้งหนึ่ง ดูท่าทางเธอจะหมดแรงจริง ๆ ได้แต่ก้มหน้าเอามือยันเข่า หอบหายใจอย่างถี่กระชั้น (จนผมกลัวว่าเธอจะขาดใจตายซะก่อน)
ผมเห็นเช่นนั้นก็เลยคิดว่าจะนั่งรอจนกว่าเธอจะหายเหนื่อยและมีแรงพอพูดโต้ตอบกับผมได้แล้วค่อยถามเรื่องราวแล้วกัน เวลาผ่านไปประมาณ 5 นาที เธอก็เริ่มหายใจเกือบเป็นปรกติอีกครั้ง
“เป็นอย่างไรบ้างครับ มิส” ผมเก๊กเสียงหล่อ เพื่อเพิ่มความประทับใจแรกพบ ว่ะ ฮ่ะ ฮ่า! เธอหน้าแดงวูบ คงจะเขินสินะ น่ารักจัง!
“เอ่อ….ผมไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมากที่กรุณาช่วยผมไว้”
….SHOCK!!! เสียงของเธอ แทนที่จะกังวานใสปานประดุจระฆังเงิน (อย่างที่ผมจินตนาการไว้) กลับทุ้มต่ำแหบห้าวเหมือน…. เหมือน…. (อ่า เหมือนอะไรอย่าให้ said ดีกว่ามั้ง) แถมจริง ๆ แล้วยังเป็นผู้ชายซะด้วย!!! Oh My God! I Can’t Deny It … เอ๊ย!! โอ้มายก้อด ผมตาถั่วขนาดเห็นเขาเป็นเทพธิดาเชียวรึนี่!!?
“เอ่อ…” เขาทำท่าเหมือนจะพูดอะไร แต่ผมคงกำลังมึนเลยไม่ได้ยินและไม่ได้สังเกตเห็น ทำให้เขาต้องสะกิดแขนผมเบา ๆ
“ง่า…อะไรครับ” ผมกลับมามีสติสัมปชัญญะอีกครั้งหนึ่ง
“คุณว่างหรือเปล่าครับ” เขาถามเบา ๆ แบบเกรงใจนิด ๆ
“ว่างครับ มีอะไรให้ช่วยรึครับ”
“เอ่อ คืออยากจะรบกวนให้ช่วยโทรศัพท์ไปบอกเพื่อนผมให้มารับผมหน่อยได้มั้ยครับ เดี๋ยวผมจะจดเบอร์ให้” เขากล่าวต่ออย่างเกรงใจเหมือนเดิม
“อ้าว! ทำไมล่ะครับ คุณกลับไม่ถูกรึครับ เป็นนักท่องเที่ยวกระมัง?”
“แหะ ๆ เปล่าครับ คือว่า ผมหมดแรงเพราะไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้า แถมยังวิ่งซะตับแทบทรุดเมื่อกี้นี้อีก กว่าจะถ่อกลับไปถึงบ้านได้คงตายซะก่อน”
“ฮะ ๆ ๆ แค่นี้เอง ผมไปส่งให้ก็ได้นะ กำลังว่างอยู่พอดีเลย รอแป๊บนึงนะครับ เดี๋ยวไปเช่ามอเตอร์ไซค์ซะก่อน” ผมพูดเองเออเองเสร็จสรรพแล้วก็รีบวิ่งไปเพราะกลัวเขาจะปฏิเสธด้วยความเกรงใจ
เป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่ก่อนหน้านี้ผมเห็นร้านเช่ารถอยู่ทางโน้นตอนเดินผ่านมาครั้งแรก พอเช่ารถได้ผมก็รีบบิดกลับมาซอกตึกนั้นทันที เนี่ย! ความจริงแล้วผมไม่ค่อยช่วยเหลือใครบ่อยนักหรอกนะ โดยเฉพาะผู้ชายแปลกหน้า (ถ้าเป็นผู้หญิงก็เป็นอีกเรื่อง) แต่รายนี้ ไหน ๆ ผมก็ช่วยมาแล้วครั้งหนึ่งก็เลยอยากช่วยให้ตลอดรอดฝั่ง อีกอย่าง ผมชักจะสนใจเขาขึ้นมาซะแล้ว คงเป็นเพราะผมมักจะสนใจคนแปลก ๆ เป็นพิเศษล่ะมั้ง (เพื่อน ๆ ที่ผมมีอยู่ตอนนี้ก็พิลึก ๆ ทั้งนั้น)
“มาแล้วครับ เชิญซ้อนท้ายได้” ผมพูดพร้องส่งหมวกกันน็อคอีกใบให้เขา “อยากกินอะไรครับ เดี๋ยวผมพาไปแวะร้านอาหารก่อนก็แล้วกัน”
“ไม่ล่ะครับ” เขารีบปฏิเสธ “ที่จริงแล้วผมไม่ควรออกมาข้างนอกด้วยซ้ำ ขืนเที่ยวไปปรากฏตัวให้ใคร ๆ เห็นเดี๋ยวได้เป็นเรื่องยุ่ง”
“อ๊ะ! ทำไมล่ะครับ หรือว่าคุณถูกไล่ตาม” ผมถามโดยประมวลจากที่เห็นเขาวิ่งหน้าตั้งเมื่อตอนเพิ่งเจอกัน
“เอ่อ ทำนองนั้นครับ” คำตอบของเขาทำให้ใจผมเต้นระทึกทันที ว้าว! มีกลิ่นอันตรายซะด้วย แบบนี้ผมก็อาจจะได้มีอะไรทำแก้เซ็งซินะ
“โถ ลำบากแย่สิครับ งั้นผมจะไปส่งถึงบ้านก็แล้วกัน ช่วยบอกทางด้วยนะครับ” ผมฉวยโอกาสเสนอความช่วยเหลือที่จะเปิดโอกาสให้ผมได้ตามติดเขาไป เผื่อจะมีอะไรมันส์ ๆ หึ…หึ…หึ เป็นคนน่าสนใจอย่างที่ผมคิดเลยจริง ๆ และเหตุผลอีกอย่างก็เพราะผมเริ่มคันไม้คันมือขึ้นมายิก ๆ ก็แหม… คนมันไม่ได้มีเรื่องมานานแล้วนี่นา
ในที่สุดเราก็บรรลุถึงที่หมายซึ่งเป็นตึก 4 ชั้น พอเข้าไปข้างในแล้วดูเหมือนเป็นสตูดิโอยังไงยังงั้น
“คุณเป็นนักดนตรีรึครับ” ผมถามด้วยความตื่นเต้น หวนคิดถึงจินจังขึ้นมาทันที
“ใช่แล้วครับ” เขาตอบยิ้ม ๆ
“อืม….ดีนะครับ ผมก็ชอบเสียงดนตรีเหมือนกัน”
“ผม….” เขาเริ่มพูดได้คำเดียวก็มีเสียงอะไรอย่างหนึ่งดังขึ้นมาขัดจังหวะซะก่อน “จ๊อกกกก….” เขายิ้มเขิน ๆ เมื่อนึกได้ว่าตัวเองหิวจัดถึงขนาดกระเพาะต้องร้องโอดครวญ
“แหะ ๆ เดี๋ยวผมจะไปหาอะไรมากินกันก่อนละกัน คุณก็คงหิวเหมือนกัน?”
“ไม่ครับ คุณไปนั่งเถอะ เดี๋ยวผมจัดการให้” ผมเห็นท่าทางเขาอิดโรยเต็มที่ก็เลยขันอาสา
“แต่…”
“ไม่มี‘แต่‘ครับ ตอนนี้ร่างกายคุณมันเหนื่อยจนทนไม่ไหวแล้ว สมควรไปพักได้ อย่างอื่นปล่อยให้ผมจัดการเถอะ” ได้ฟังแบบนั้นเขาก็เลยยอมไปนั่งแต่โดยดี
“อ้อ จริงสิ ผมลืมแนะนำตัวไป ผมชื่อ Alex ครับ ยินดีที่ได้รู้จัก” มัวแต่ตื่นเต้นเลยลืมไปซะฉิบ เสียมารยาทจริง ๆ เลยผมเนี่ย
“เรียกผมว่าโยก็แล้วกันนะครับ” เขาตอบกลับ
“คุณโย….คุณอยากทานอะไรครับ”
“แหม…เกรงใจจัง”
“ไม่เป็นไรครับ ผมก็จะทานด้วย ไม่ต้องเกรงใจ เพราะผมก็มารบกวนคุณเหมือนกัน”
“เอ่อ…ถ้างั้นก็ ขอเป็น Fettuccini ซอสเห็ดก็แล้วกันครับ ในครัวมีเส้นกับเครื่องปรุงแล้ว ได้ไหมครับ?”
“โฮ่ ของโปรดผม สบายมาก!”
“อ่า…ช่วยทำเผื่อเพื่อน ๆ ผมอีกซัก 4 คนได้ไหมครับ เพื่อนผมจะมาบ้านน่ะครับ”
“OK ครับ คุณไปนั่งรอได้เลย” ผมยิ้มอย่างอารมณ์ดีเพราะจะได้กินเมนูโปรด
ผมทำอาหารไปในขณะที่คุณโยงีบหลับไป (มั้ง….เพราะเห็นเงียบไปเลย) พอผมทำเสร็จก็ยกมาที่โต๊ะกินข้าว นั่นไง! หลับจริง ๆ ด้วย ผมจึงจัดโต๊ะอย่างเงียบที่สุดเพื่อไม่ให้เขาถูกปลุกขึ้นมาด้วยเสียงของผม
….ทันใดนั้น! “ก๊อก ๆ ๆ ๆ” เสียงเคาะประตูดังขึ้น ผมรีบวิ่งไปที่ประตูเพราะกลัวว่าถ้าคนเคาะเป็นพวกนิยมความรุนแรง (เรียกง่าย ๆ ว่า Sadist) อาจจะซัลโวประตูเป็นชุดจนทำให้คุณโยถูกรบกวนจนตื่นขึ้นมา
“มาแล้วครับมาแล้ว” ผมรีบให้เสียงไปก่อนที่เขาจะเคาะซ้ำอีก
พอไปถึง ผมก็มองผ่านเลนส์ตาแมวที่ประตูออกไป โอ้โห! อย่าบอกนะว่าพวกเนี้ยเป็นเพื่อนคุณโย ทั้งสามคนเป็นชายหนุ่ม (มั้ง)สุดพิลึกและเด่นสะดุดตา คนแรกผมยาวสีน้ำตาลไหม้และหยักเป็นคลื่น คนที่สองผมยาวสีน้ำตาลเข้มแต่ยุ่งเป็นกระเซิง คนสุดท้าย (คนนี้แหละที่ไม่แน่ใจว่าเป็นชายหนุ่มหรือไม่) ใส่หมวกหัวเห็ดน่ะ ผมหน้าที่แลบออกมาจากหมวกเป็นสีแดงสว่าง ถักเป็นเปียเส้นเล็ก ๆ ทั้ง 3 คนต่างก็ใส่แว่นกันแดดปิดบังหน้า (ยิ่งดูไม่น่าไว้ใจเข้าไปใหญ่แฮะ~) ผมไม่แน่ใจจึงถามไปว่า “พวกคุณเป็นใครครับ?”
ข้างนอกนิ่งเงียบไป 2-3 วินาที แล้วหันหน้าไปคุยกันเองสักพักก่อนจะตอบกลับมา “เราเป็นเพื่อนของโยชิกิน่ะสิ นายล่ะเป็นใคร ทำไมมาอยู่ในบ้านเขาได้ แล้วโยชิกิไปอยู่ไหนทำไมไม่ออกมาเปิดประตูรับเราเอง” เจ้าหัวเห็ดยิงคำถามเป็นชุด (ตอนนี้ผมแน่ใจแล้วล่ะว่าเขาเป็นผู้ชาย)
“ผมมาทำอาหารให้มิสเตอร์โยกิน ส่วนเขากำลังพักผ่อนอยู่” ผมตอบไปงั้นแหละ ในใจกำลังประเมินสถานการณ์ว่าความเป็นไปได้มีกี่ % กันน้า~~ ที่สามคนนี้จะเป็นคนที่มาตามล่าคุณโย โอ้ววว ถ้าจะบู๊ตอนนี้ล่ะก็พร้อมเสมอ แต่มันขัดใจอยู่อย่างตรงที่… มาเวลาไหนดันไม่มา เสือกมาขัดคอก่อนกินของอร่อยเนี่ยสิ!
“อ้อ คนทำกับข้าวเรอะ งั้นเปิดประตูได้แล้ว โยน่ะเป็นคนนัดพวกเรามาเอง”
“ผมจะมั่นใจได้ยังไงว่าคุณเป็นเพื่อนมิสเตอร์จริง ๆ เปิดไม่ได้หรอก อันตรายตายชัก!“
“งั้นไปเรียกโยมาเปิด” ตอนนี้เจ้าหัวเห็ดที่เป็นตัวแทนเจรจาเริ่มออกอาการหงุดหงิด
“เขาหลับอยู่”
“ก็ปลุกซิ!“
“ไม่ได้หรอก ผมไม่อยากรบกวน”
“อ๊ะ แล้วจะเอาไงล่ะนี่ เราเป็นเพื่อนโยนะ”
“ไม่รู้ล่ะ ผมไม่รู้จักคุณนี่ รอก่อนละกัน เดี๋ยวมิสเตอร์ตื่นผมค่อยถาม”
….ทั้งสามคนหารือกันอีกครั้ง
“โยไม่ได้สั่งอะไรไว้เลยเหรอครับ” คราวนี้คนหัวกระเซิงเป็นคนพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“เปล่าสั่งครับ ก็แค่บอกว่าให้ทำอาหารเผื่อเพื่อน ๆ อีก 4 คน”
“เออ! เรานี่แหละสี่คนที่ว่าน่ะ เปิดประตูได้แล้ว” คราวนี้คนใส่หมวกเป็นคนพูด โดยที่คนผมหยักเป็นคลื่นยังคงปิดปากสนิท
“มีแค่ 3 คนเองนี่ ไม่เห็นเหมือนที่บอกเลย” ฮะฮ่า ผมไม่ประมาทหรอกนะ เปิดให้ง่าย ๆ ก็โง่สิ
“อีกคนไปจอดรถครับ เดี๋ยวก็คงมา”
“พูดแบบนี้ใคร ๆ ก็อ้างได้ทั้งนั้น รอไปก่อนดีกว่าครับ”
“อ๊ะ เรื่องมากจริง นายนี่! เปิดเดี๋ยวนี้นะ!” หมวกหัวเห็ดเริ่มเหลืออด โวยวายขึ้น
“ไม่เปิด”
“เปิดนะ”
“ไม่เปิด”
“เปิดเดี๋ยวนี้!”
“เปิดไม่ได้ครับ”
“ว๊อยยยยย เปิด!!!!!”
“ไม่มีทาง”
ขณะที่ข้างนอกกำลังโวยวายกันนั้น “แกร๊ก!” ก็มีใครบางคนถอดกลอนจากข้างในและเปิดประตูจนได้ จะใครซะอีกล่ะ ก็มิสเตอร์น่ะแหละ
“Alex ไม่เป็นไร เพื่อนฉันเอง”
“อ๊ะ! คุณตื่นแล้วรึ มาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับเนี่ย” ผมตกใจพอสมควรที่คนกรำศึกโชกโชนอย่างผมถูกคุณโยเข้าใกล้ได้โดยไม่รู้ตัวซักนิด
“ก็ มาตั้งแต่ ‘มีแค่สามคนเองนี่‘ น่ะแหละ” เขาตอบเรียบ ๆ ท่าทางยังงัวเงียอยู่แต่มีรอยยิ้มแปลก ๆ
“โย!!! นายนี่ช่างสรรหาคนเฝ้าบ้านจริง ๆ นะ ถ้านายไม่ลุกขึ้นมาพวกเรามิต้องนั่งรอจนถึงค่ำเรอะ!” คนใส่หมวกบ่น พอดีอีกคนที่พวกเขาอ้างถึงเดินมาถึงประตูพอดี คนที่สี่นี้คางเหลี่ยม ไว้ผมสีทองยาวสยาย คนใส่หมวกเลยหันไปเล่าผสมบ่นให้เขาฟังแทน เพราะมิสเตอร์ไม่ตอบอะไร เอาแต่หัวเราะหึหึ
“โฮ่ อย่าถือสาเลยนะ ก็ดีแล้วไงที่เขาไม่ไว้ใจคนแปลกหน้าน่ะ ถ้าคนเฝ้าบ้านเปิดประตูมั่วซั่ว ให้ใคร ๆ เข้ามาก็ได้ต่างหากถึงจะน่าโมโห” คนมาใหม่กล่าวกับเพื่อน
“ใช่ครับ” คนผมสีน้ำตาลไหม้กล่าวสนับสนุน ผมล่ะซาบซึ้งจริง ๆ ที่พวกเขาเข้าข้างผมมากกว่าเพื่อนจอมโวยวาย
“อืมมม มันก็จริง” หมวกหัวเห็ดค่อยเย็นลงหน่อย และเริ่มยิ้มให้ผมอย่างเป็นกันเอง ‘โอ๊ะ นายคนนี้จริง ๆ ก็นิสัยดีนี่นา‘ ผมคิด
“เข้าบ้านก่อนเถอะ” คุณโยเอ่ยขึ้น “อาหารน่ะ Alex เขาเตรียมเสร็จแล้ว ไปนั่งกินก่อนแล้วค่อยว่ากัน ชั้นน่ะหิวจะแย่แล้ว”
ระหว่างที่เดินไปห้องกินข้าว มิสเตอร์ก็แนะนำเพื่อน ๆ ทีละคน คนผมทองชื่อโทชิ คนผมหยิกชื่อพาตะ คนหัวกระเซิงชื่อฮีท และนายหัวเห็ดชื่อฮิเดะ (เอ….คุ้น ๆ อยู่นิดหน่อยแฮะ?) พอทุกคนนั่งประจำที่ที่โต๊ะกินข้าว ผมก็ไปเทน้ำใส่เหยือก เทไปก็ฮัมเพลงไป แล้วก็รินน้ำให้ทุก ๆ คน แล้วผมก็รู้สึกถึงบรรยากาศกดดันผิดปรกติ พอมองไปรอบ ๆ ก็พบว่าสายตาทั้งห้าคู่จ้องเขม็งมาที่ผมเป็นจุดเดียว ผมหยุดฮัมเพลงทันที ตายละวา ผมทำอะไรผิดรึเปล่าหว่า หรือว่าพวกเขายังไม่หายฉุนจากเรื่องเมื่อกี้???
“ขอโทษครับ ผมไม่ได้เจตนาจริง ๆ ผมแค่กลัวว่าพวกคุณจะเป็นมือสังหารที่ถูกจ้างมาตามล่ามิสเตอร์ ก็เลยไม่เปิดให้น่ะครับ” ผมอธิบายไปตามตรง
“พรู่ด!!!!!” ใครบางคนสำลักจนน้ำที่กำลังดื่มอยู่พรวดออกทางจมูกและปาก
“อะไรนะ! ฮะเช้ย! มือ….แค่ก ๆ สังหารเรอะ! ฮะ…..เช่ย!!!!” (พอจามเสร็จ คนคนนั้นก็สั่งน้ำมูกดังปื้ด!)
“ก็….ก็มิสเตอร์บอกว่าถูกไล่ตาม”
“ไล่ตาม!” ฮิเดะที่กำลังเก็บผ้าเช็ดหน้าใส่กระเป๋าร้องขึ้นอย่างงง ๆ คนอื่น ๆ ทำหน้าเซ่อแล้วหันไปทำตาปริบ ๆ กับกระทาชายนายโยผู้ซึ่งกำลังทำหน้าปั้นยาก
“เรื่องมันเป็นไงมาไงล่ะนี่???”
“คืองี้….ซุบซิบ….ซุบซิบ….ซุบซิบ” พอมิสเตอร์โยพูดเสร็จ ฮิเดะก็หันมามองหน้าผมแบบพยายามกลั้นหัวเราะ แล้วก็หันไปบอกต่อแก่อีกสามคนที่เหลือ แล้วทั้งหมดก็หัวเราะดังลั่น ผมได้แต่มองหน้าคนโน้นที่คนนี้ทีแบบเอ๋อ ๆ
“อะ…อะไรกันครับนี่?!”
“ฮ่า ๆ ๆ เดี๋ย….เดี๋ยวจะบอกให้ แต่ ขอ….ฮ่า ๆ ๆ ๆ อุ๊บ….ขอถามหน่อย คิก ๆ…” ฮิเดะพูดไม่ประติดประต่อ เพราะกำลังขำกลิ้ง “นายรู้รึเปล่าว่าพวกเราเป็นใคร”
“เป็น….เป็นคนญี่ปุ่นใช่ไหมครับ?” ผมตอบไปแบบงง ๆ
“นอกจากนี้ไม่รู้แล้วเรอะ” ฮิเดะถามพลางยิ้มแป้น
“เป็น….เป็นนักดนตรี?”
“แค่เนี้ย รู้แค่เนี้ยเรอะ” ผมพยักหน้าหงึก ๆ ฮิเดะคงสุดกลั้นจริง ๆ เลยระเบิดเสียงหัวเราะออกมาซะดังลั่น คนอื่น ๆ ก็ปล่อยก๊ากกันเต็มที่แล้วนั่งกุมท้อง
“โย….ก๊าก ๆ ๆ นายรับหน้าที่….อุ๊ก…คิก ๆ ๆ คุยต่อ….ก็แล้วกัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
มิสเตอร์โยหลับตาลงอย่างทำสมาธิสักพัก แล้วก็หันมาทางผม (ผู้น่าฉงฉาน~~) แล้วพูดขึ้นอย่างพยายามไม่หัวเราะว่า
“คุณรู้จักเพลงญี่ปุ่นบ้างไหม”
“รู้จักครับ ถามทำไมหรือครับ”
“เพลงที่ฮัมเมื่อกี้ ร้องได้ไหม”
“อ๋อ คุเรไน ได้ครับ”
“ลองร้องให้ฟังซักท่อนสองท่อนหน่อยได้รึเปล่า”
“ได้ครับ” ถึงจะยังงง ๆ อยู่ แต่ผมก็ร้องเพลงไป 2-3 ท่อน ตอนนี้ทุกคนเลิกหัวเราะแล้วนั่งนิ่งเงียบกันหมด
“นายพูดภาษาญี่ปุ่นได้เหรอ?” ฮิเดะถามขึ้น
“ได้ครับ ผมเคยอยู่ญี่ปุ่น 3 ปี”
“อ้อ….แล้วเพลงนี้นายรู้จักมั้ยว่าเป็นเพลงของใคร”
“X Japan ครับ” ผมตอบไปทุกคำถามที่โดนซัก แต่ก็ยังไม่รู้ว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่ถึงถามผมแบบนี้ แล้วยังรอยยิ้มกับเสียงหัวเราะแปลก ๆ นั่นอีก งงจริง ๆ!! แต่ทั้ง 5 คนนั้นก็คงงงไม่น้อยไปกว่าผม พวกเขาเหลียวมองหน้ากันไป ๆ มา ๆ ด้วยสีหน้างัยุดขีด
“เอ่อ ถามหน่อย คุณรู้จักศิลปินในวงบ้างหรือเปล่าครับ Alex”
“ไม่รู้จักซักคนครับ เพลงที่ผมฟัง ๆ อยู่เนี่ย เพื่อนส่งมาให้จากญี่ปุ่นครับ เป็นเทปอัดทั้งนั้นเลย อีกอย่าง ผมเพิ่งเริ่มฟังได้สองเดือนเอง รูปก็ไม่เคยเห็น แต่ผมชอบมากเลยล่ะ เพลงเขาเพราะดีนะ จะเป็นใครก็ช่างเถอะ หน้าตาก็ไม่เห็นจะสำคัญเลย แล้วผมก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจติดตามข่าวบันเทิงด้วยเลย”
ทุกคนถึงบางอ้อ แล้วก็หัวเราะหึ ๆ จนผมเริ่มจะเสีย self นิด ๆ มิสเตอร์ที่กำลังยิ้มกริ่มบอกให้เราทุกคนรีบกินอาหารให้เสร็จเร็ว ๆ เขาทั้ง 5 ก้มหน้าก้มตากินกันไม่พูดไม่จา ผมเลยต้องกินไปเงียบ ๆ ด้วย ในสมองก็พยายามค้นหาว่าตะกี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ยังไง ๆ ก็ไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี ผมพยายามจะถามว่าพวกเขาหัวเราะผมเรื่องอะไร แต่ไม่มีใครยอมบอก เอาแต่คะยั้นคะยอให้ผมรีบ ๆ กิน โดยสัญญาว่ากินเสร็จแล้วจะอธิบายแน่ ๆ ผมอยากรู้มากก็เลยกินแบบติด Jet สปีดเร็วกว่านรก พอกวาดโต๊ะอาหารจนเกลี้ยง มิสเตอร์โยก็กล่าวขึ้นว่า “ไปห้องซ้อมกันเถอะ”
“ไปเล้ย!” ทุกคนตอบอย่างกระตือรือร้น แล้วก็กรูกันขึ้นบันได พร้อมทั้งฉุดกระชากลากถูผมไปด้วย พวกเขาถามผม ว่ามีเพลงไหนของ X อีกที่ผมชอบ นอกเหนือไปจากคุเรไน ผมก็เลยตอบไปว่า Weekend ทุกคนวิ่งขึ้นไปบนเวทีแล้วเข้าประจำตำแหน่ง ภาพนั้นทำให้ผมนึกถึงจินจังที่ญี่ปุ่น
….อา….ถ้าผมเจอจินจังอีกครั้งความฝันเรื่องวงดนตรีของเราก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม
ไม่กี่วินาทีต่อมา มิสเตอร์ก็ให้สัญญาณด้วยการเคาะไม้กลอง “One…Two….Three….Four!!!!” โอ้โห ผมตกตะลึงไปเลยล่ะ ทำไมเล่นได้เจ๋งแบบนี้นะ พวกเขาต้องเป็นนักดนตรีชั้นยอดแน่ ๆ! ….เพลง Weekend เพลงนี้เหมือนเพลงที่ผมฟังในเทปเปี๊ยบเลย ผิดกันตรงที่วงที่อยู่ตรงหน้านี้น่าตื่นตาตื่นใจกว่า เสียงดนตรีของพวกเขาปลุกเร้าอารมณ์ได้มากมายจนหัวใจผมเต้นแทบไม่เป็นจังหวะ …. อ๋า ไม่สิ …. ไม่ใช่แค่เหมือนเปี๊ยบ…. นี่มัน…. ไม่! เป็นไปไม่ได้ แต่เสียงนี้….จังหวะนี้….โทนนี้….
ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!! อุ….อุ๊โสะ!!!!
วง X Japan ตัวจริงเสียงจริงกำลังเล่นเพลง Weekend อยู่ตรงหน้าผม โดยมีผมเป็นคนดูเพียงคนเดียวเท่านั้น! พอเพลงจบ พวกเขาก็โดดลงมา ผมคลับคล้ายคลับคลาว่าพวกเขาเข้ามาห้อมล้อมผมและพูดอะไรมากมาย (แต่ผมจำไม่ได้อ้ะ) เพือนใหม่ทั้ง 5 คนดูเลือนลางห่างไกล เสียงก็ค่อย ๆ แผ่วลง ผมรู้สึกว่าหน้าร้อนผ่าว วิงเวียน หูอื้อ ตาลาย หัวหมุน และในที่สุดหน้าที่ร้อนนั้นก็ถ่ายเทอุณหภูมิทิ้งออกมาทางจมูกผม แล้วสติก็ดับวูบลง….
ผมตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียง มองออกไปนอกหน้าต่างเป็นเวลากลางพลบค่ำ เอ….จริงสิ ไอ้เมื่อกี้นี้ต้องเป็นความฝันอยู่แล้วล่ะ! ความจริงแล้วผมคงเช็คอินที่โรงแรมแห่งนี้แล้วเผลอหลับไปสินะ …. ผมลุกขึ้น คิดจะไปเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาซะหน่อย แต่ก็ต้องงุนงงเมื่อผมจำ layout ของห้องไม่ได้ เวร….ห้องน้ำอยู่ไหนเนี่ย อะไรกัน! นี่ผมเหนื่อยมากขนาดผล็อยหลับไปโดยยังไม่ทันได้สำรวจห้องเลยรึนี่ หน้าตาห้องมันไม่ค่อยคุ้นเลย เหมือนเพิ่งเคยเห็นครั้งแรกงั้นแหละ ผมเปิดประตูออกจากห้องนอน แล้วก็ต้องตะลึงงัน! หนุ่มใหญ่ผมยาวทั้ง 5 คนนั่งหน้าสลอนอยู่ที่ห้องนั่งเล่น
“อ้าว ตื่นแล้วเหรอครับ”
“ผะ…ผะ….ผะ….ผม……ผม….” อ๋า ผมกลายเป็นคนพูดติดอ่างไปซะแล้ว
“นายหมดสติไปน่ะ แล้วพอดีพวกเรามีนัดที่นี่ จะเลื่อนนัดก็ไม่ได้ จะทิ้งนายก็ไม่ดี เลยแบกมาด้วยซะเลย”
อ๊ากกกกกก เรื่องนั้นมันเรื่องจริงรึนี่ ผมจะทำไงดีล่ะเนี่ย ไม่จริง!!! ความฝัน! มันต้องเป็นความฝันสิ เปนปายม่ายด้าย~~~~!! เมื่อไหร่จะตื่นซะทีฟะ อยู่ต่อหน้าพวกเขาแล้วผมทำอะไรไม่ค่อยถูกเลย
“ยังมึนไม่หายเหรอ Alex” เทพบุตรโยถามขึ้น
“นั่นน่ะสิ ท่าทางจะช๊อคมากเลยนะครับ” นู๋ฮีทให้ความเห็น
“พูดไม่ออกเลยเรอะนาย ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ” ฮิเดะตอกย้ำความอึ้งของผมด้วยเสียงหัวเราะอารมณ์ดี
“แต่เพิ่งจะเคยเห็นนี่แหละ แฟนเพลงที่เจอเราแล้วไม่เอะอะ ไม่โวยวายซักคำ” โทชิพูดบ้าง
“หึ ๆ ๆ จะโวยวายอะไรได้ล่ะ ก็เห็น ๆ อยู่ว่าได้แต่พูดติดอ่าง….” ฮิเดะรีบต่อ “อึ้ง…พ่นเลือดกำเดา แล้วก็เป็นลม ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ”
เอ๊า! ทับถมกันเข้าไป แง้~~~ นี่เหรอ เหล่าเทพบุตร(ธิดา)ของจินจัง เดี๋ยวไปญี่ปุ่นเมื่อไหร่นะผมจะฟ้องจินจังเลย คอยดู๊ แง่ง ๆ
“พอก่อน….อย่าแกล้ง Alex สิ เดี๋ยวจะน้อยใจ” มิสเตอร์โยห้ามเพื่อน ๆ (ฮือ ๆ ขอบคุณฮะป๋าโย)
“เอาล่ะ ขอโทษ ขอโทษที่หัวเราะซะสนั่นหวั่นไหว” ต่างคนต่างก็ขอโทษแล้วปลอบใจผม
“เอางี้” ฮิเดะพูดขึ้น “เดี๋ยวให้อเล็กซ์ตอบสัมภาษณ์พร้อมพวกเราเป็นค่าทำขวัญละกัน”
“งั้นก็ดีน่ะซิ” คนอื่น ๆ ทำท่าเห็นด้วย
“ฮิ ๆ ๆ ว่าแต่เมื่อกี้….” ฮิเดะพูดต่อแบบกลั้วหัวเราะ “ชั้นถ่ายรูป Alex ไว้ตั้งหลายใบ เดี๋ยวให้เค้าเอาไปลงในบทความด้วยดีป่ะ”
ปิศาจ! ปิศาจชัด ๆ!!!
“ม่ายอาวง่ะ ผมไปดีกว่า! ลาล่ะครับ” ผมว่ารีบเผ่นไปก่อนที่จะถลำลึกเข้าไปในวังวนแห่งความวุ่นวายมากกว่านี้ดีกว่า “ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งที่ผ่านมานะครับ บ๊ายบาย~”
ลาแล้วเหวย ถึงจะเป็นเหล่าศิลปินที่ผมหลงใหล แต่แบบนี้มันเป็นรายการฝันที่เป็นจริง ที่เป็นจริงมากเกินไปจนน่ากลัว ผมเดินจ้ำอ้าวพ้นประตูห้องไปได้ 2-3 ก้าวเท่านั้นก็ต้องชะงักเพราะได้ยินเสียงฮิเดะไล่หลังมา
“เฮ้อ! ช่างเถอะ ตัวไม่อยู่ แต่มีรูปก็ยังเอาไปลงได้” แว้ก! จริงสิ ผมลืมไปซะสนิท ต้องไปเอารูปคืนมาให้หมดซะก่อนแล้วค่อยไป ผมหมุนตัวกลับทันควันแล้วกระโจนพรวดเดียวผ่านประตูเข้าไปอีกครั้ง
“ฮิเดะซัง! ผม….” ด้วยอารามรีบร้อม เท้าเจ้ากรรมของผมจึงสะดุดเข้ากับธรณีประตูอย่างจัง “กึก!!”
ผมคะมำไปข้างหน้าอย่างสุดจะรั้งตัวไว้ได้ ทำให้หัวผมต้องโขกโดนพนักแข็ง ๆ ของเก้าอี้ไม้อย่างช่วยไม่ได้ “โป๊ก!!!!” แล้วทุกอย่างก็มืดสนิทลงอย่างฉับพลัน
ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้ง มองไปรอบตัวก็นึกได้ว่าขณะนี้ผมกำลังนั่งอยู่บนเที่ยวบิน N.Y. - L.A. เอ….นี่ผมตื่นแล้วจริง ๆ รึนี่ หวังว่าคงไม่ใช่ความฝันอีกนะ
“Chicken or fish, sir?” เสียงของแอร์โฮสเตจสาวสวยทำให้ห้วงนึกคิดของผมสะดุดลง
“Er….Fish, please.” เพราะผมชอบกินปลามากกว่าไก่ สำหรับอาหารบนเครื่องบิน
“Here you go, hot plate, please be careful.”
“Thanks.” หอมจริง ๆ แฮะ เวลาเดินทางไกลๆแบบนี้ ผมจะชอบเวลาอาหารที่สุด อาหารสายการบินน่ะผมชอบเกือบทุกรายการแหละ “อ้ำ!” ด้วยความหิวบวกกับยังไม่ค่อยตื่น ผมเลยเผลอตักแครอทร้อนจี๋เข้าปาก จ๊าก!!!! ร้อน! โอย….ดีนะไม่พ่นพรวดออกมาทั้งคำ ปากกับลิ้นพองหมดเลย แย่ ๆ …. แบบนี้ก็กินอะไรไม่ค่อยอร่อยแล้วสินะ เฮ้อ! อ๊ะ?….ตะกี้ผมบอกว่าร้อนใช่ไหม…. งั้นนี่ก็ไม่ใช่ฝันอ่ะสิ นี่แหละความจริง 100% โล่งอกไปที! โชคดีไปที่ชีวิตของผมไม่ต้องปั่นป่วนเพราะพวกเขาจริง ๆ ถึงเขาจะเป็นเทพบุตร(หรือเทพธิดา?)ของใคร ๆ ก็ตาม แต่ผมว่านะ ผมขอแอบชื่นชมพวกเขาอยู่ห่าง ๆ แบบเงียบ ๆ ตามประสาผมนี่แหละ ขอแค่ทำเพลงเพราะ ๆ ดี ๆ แบบที่ผ่านมาให้ผมฟังต่อไปเถอะ เพราะผมชื่นชมเพลงของพวกเขามาก ๆ ถึงจะไม่เคยเห็นหน้าค่าตาก็ตามที …. อ๊ะ ๆ ไม่มีใครมีสิทธิ์บ่นผมนะ (ผมปล่าวเชย) เพราะถ้าจะให้รู้จักอย่างในฝันน่ะ ขอพาสดีกว่า มันเป็นอันตรายต่อสุขภาพเกินไป (ผมยังไม่อยากตายเพราะหัวใจล้มเหลวตั้งแต่ยังหนุ่ม!!)
หลังจากจัดการกับมื้อสายเสร็จสักครึ่งชั่วโมง เที่ยวบินที่ผมโดยสารก็ลงจอดอย่างสวัสดิภาพ ฮ้า! ถึงที่หมายซะที! กว่าผมจะจัดการธุระในสนามบินเสร็จและออกจากที่นั่นมาก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงแล้ว(เวลาท้องถิ่น L.A.) สัมภาระของผมมีเพียงเป้หลังใบค่อนข้างใหญ่แค่ใบเดียวเท่านั้นแหละ ก็เลยคิดจะเดินชมเมืองก่อนแล้วพอหิวก็แวะร้านอาหาร หลังจากนั้นค่อยหาที่พักก็ได้ อืม….ที่นี่คนพลุกพล่านจริงนะ ร้านรวงก็เยอะดี อ๊ะ! มีร้านเช่ารถด้วยรึนี่ มีตั้งแต่มอ‘ไซค์ยันคอนเทนเนอร์เลยนี่นา….ขณะที่กำลังสองจิตสองใจอยู่ว่าจะเช่ามอเตอร์ไซค์ไว้ใช้ระหว่างที่อยู่ที่นี่ดีรึเปล่า ผมก็ได้ยินเสียงเฮโลมาจากเบื้องหน้าไกลออกไปไม่กี่ร้อยเมตร เอ๊ะ! อะไรกันหว่า ที่ L.A. ก็มีสงครามกลางเมืองรึไง ผมคิดไปพลางเดินดูรถจากทางหน้าต่างร้านไปพลาง และแล้วสาวสวยผมทองก็วิ่งกระหืดกระหอบมาถึงเบื้องหน้าผม และ……….
Never Ends….?
- Story Finished -