ไม่รู้ format ของหน้านี้จะออกมาเป็นยังไงบ้าง… เพราะก๊อปปี้มาแปะจากใน winword เลย รู้สึกเหมือนมันดูประหลาดๆ ฮือ…
***********
“ใครกันนะ ที่เรียกฉัน”
เด็กน้อยพึมพำกับตัวเองในขณะที่สาวเท้าไปบนพื้นคอนกรีต สายลมแผ่วจางโชยมากระทบใบหน้า เขาห่อไหล่ กายสั่นสะท้านเล็กน้อยจากความเย็นยะเยือกของยามราตรี…ราตรีที่ไร้ดาว มีเพียงแสงจางสลัวของดวงจันทร์เท่านั้นที่เป็นไฟส่องทางให้เด็กน้อยผู้ซึ่งบัดนี้ได้หยุดลง และเหลียวมองไปรอบ ๆ
“นั่นเสียงใคร?” เสียงเล็ก ๆ นั้นถามออกไปด้วยความดังที่ไม่มากไปกว่ากระซิบ …เงียบ… ไม่มีเสียงตอบ ไม่มีสรรพสำเนียงใด ๆ ไม่มีแม้แต่เสียงของหรีดหริ่งเรไรหรือแมลงอื่น ๆ
‘หรือว่าฉันหูฝาดไปเอง?’ เด็กน้อยถามตนเองในใจ ‘ไม่ ไม่ใช่แน่ ๆ’ เพราะไม่ช้าเขาก็ได้ยินเสียงเรียกนั้นอีก คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม แต่เขาก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าเขาสัมผัสกับเสียงนั้นทางโสตประสาทหรือไม่ หลังจากเหลียวซ้ายแลขวาอยู่อึดใจ เจ้าของร่างขนาดกะทัดรัดก็ตัดสินใจก้าวเดินต่อ สายตามองไปเบื้องหน้าอย่างกำหนดเป้าหมาย
ไม่นานนัก เด็กน้อยก็เห็นอะไรบางอย่างอยู่เบื้องหน้าออกไปไม่ไกล เขาผ่อนฝีเท้าลงจนเกือบเป็นย่อง และค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้สิ่งก่อสร้างขนาดย่อมนั้น จนกระทั่งเห็นถนัดตาว่า เป็นสิ่งที่เห็นบ่อย ๆ ในสวนสัตว์นั่นเอง จึงเพ่งสายตาฝ่าความมืดเข้าไปในกรง
“เธอหรือที่เรียกฉัน?”
ใช่แล้ว…ใช่แน่ ๆ เสียงนั้นมาจากที่นี่ เสียงเพรียกที่สิ้นหวัง…ท้อแท้ เสียงเพรียกที่โหยหาอะไรบางอย่าง เสียงเพรียกที่ทำให้เขาต้องดั้นด้นมาถึงแห่งนี้ เด็กน้อยรู้สึกว่ามีตาคู่หนึ่งจ้องตอบออกมาจากในกรง…ตาสีเขียวเรืองที่ส่องแสงผ่านความมืดออกมา
“สวัสดี เธอเรียกฉันใช่ไหม?” เด็กน้อยทักทายพร้อมกับก้าวเข้าหาลูกกรง เขาได้ยินเสียงคำรามฮื่อเบา ๆ พร้อม ๆ กับที่เห็นตาสีเขียวเรืองคู่นั้นขยับใกล้เข้ามา…
เพียงชั่วกลั้นใจ เจ้าของตาคู่นั้นก็ปรากฏในสายตาของเด็กน้อย และเขาก็ได้เห็นขนสีดำเงางามที่ดูเป็นมันระยับเมื่อต้องแสงจันทร์ เห็นใบหูกลม ๆ ที่ตั้งชัน เห็นเขี้ยวขาววาววับซึ่งปรากฏเด่นอยู่ในช่องปากสีชมพู และเห็นหางยาวที่กวัดแกว่งไปมาอย่างช้า ๆ ร่างนั้นก้าวเข้ามาอย่างอ้อยอิ่งแต่ดูมีสง่าในตัว เขาจ้องมองเสือดำตัวนั้นด้วยความสงบจนแม้แต่ตัวเองยังแปลกใจในความกล้าและความใจเย็นของตน
“เธอนั่นเอง เธอเรียกฉันทำไมหรือ?”
เสือดำยื่นหน้ามาชิดลูกกรงพร้อมคำรามโฮกเบา ๆ ในลำคอ เด็กน้อยเอียงหน้าและยื่นมือออกไปช้า ๆ จนกระทั่งสัมผัสกับจมูกเย็นชื้นที่โผล่ออกมาเล็กน้อยระหว่างซี่กรง
“จริงสินะ ก็น่าจะอยากออกมาอยู่หรอก กรงแคบ ๆ แบบนี้น่าเบื่อจะตาย ไม่น่าอยู่สักนิด”
เด็กน้อยมองไปรอบ ๆ แล้วก็เห็นพวงกุญแจพวงหนึ่งแขวนอยู่บนเสาใกล้ ๆ กรง
“เจอแล้ว รอเดี๋ยวนะ” เขาพูดพร้อมกับถลาเข้าไปคว้ากุญแจพวงนั้น
‘แล้วมันดอกไหนกันแน่นะ?’ เด็กน้อยกระพริบตาปริบ ๆ มองดูพวงโลหะในมือ ลูกกุญแจเกือบสิบดอกที่ร้อยอยู่เป็นกลุ่มนั้นนั้นส่งเสียงกรุ๋งกริ๋งอยู่ในมือเขา
“ลองให้หมดก็แล้วกัน ต้องได้สักดอกหรอกน่า…” เด็กน้อยกล่าวปลอบใจตัวเองแล้วเริ่มงานในเวลาอันรวดเร็ว หนึ่ง…สอง…สาม…เด็กน้อยลองเสียบกุญแจดอกแล้วดอกเล่าเข้าไปในรูกุญแจ และในเวลาเพียงไม่ถึงสองนาทีเขาก็พบกุญแจที่ถูกต้อง
“สำเร็จ!” เด็กน้อยอุทานอย่างลิงโลดและรีบเปิดประตู
“เธอเป็นอิสระแล้ว ออกมาสิ”
“นั่นใคร!!!” เด็กน้อยสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงตะโกนดังขึ้น ตามด้วยเสียงเอะอะของคนจำนวนหนึ่ง ลำไฟฉายสว่างจ้าหลายดวงพุ่งมาจับยังตำแหน่งของกรงนั้น
“เฮ้ย! ใครเปิดกรง”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงประโยคนั้น เสือดำก็เผ่นพรวดออกจากกรงด้วยแรงส่งจากอุ้งเท้าทรงพลัง ผู้ช่วยเหลือตัวจิ๋วก็หันหลังออกวิ่งในจังหวะเดียวกัน เขาวิ่งไปอย่างไม่คิดชีวิต วิ่งอย่างเร็วที่สุดเท่าที่ขาคู่น้อย ๆ คู่นั้นจะอำนวย หัวใจเต้นโครมครามเหมือนจะกระดอนออกมาทางปาก เมฆทึบคืบคลานเข้าปกคลุมท้องฟ้าและบดบังแสงสีนวลของพระจันทร์จนหมดสิ้น รอบข้างมืดสนิท…มืดจนมองไม่เห็นแม้หนทางเบื้องหน้าที่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ศอก ความกลัวเริ่มกางอุ้งเล็บเข้ามาเกาะกุมหัวใจของเด็กน้อย เขาจะทำอย่างไรถ้าถูกจับได้ คนพวกนั้นอาจเป็นคนไม่ดี และถ้าเขาหนีไม่พ้นก็อาจจะ… เด็กน้อยสะบัดหน้า พยายามไล่ความคิดในแง่ร้ายออกไปจากห้วงคำนึง ไม่แน่นะ อาจจะแค่ถูกดุก็ได้ แต่จะอย่างไรเขาก็ไม่ต้องการให้คนพวกนั้นจับได้อยู่ดี ขณะนี้สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงวิ่งให้สุดกำลังและภาวนา…ภาวนาให้ทั้งตนและเสือดำหนีรอดปลอดภัย เมื่อนึกถึงเสือดำเด็กน้อยก็รู้สึกเหมือนกับว่ามันยังไม่ได้ไปไหนไกล อาจจะวิ่งอยู่ใกล้ ๆ นี้ด้วยซ้ำ เด็กน้อยหัวเราะในใจให้กับความเพ้อฝันอันไร้สาระของตน ไม่มีทางเป็นไปได้ ป่านนี้เสือดำคงกำลังโลดแล่นอย่างยินดีในอิสระของตน และวิ่งไปไกลถึงไหน ๆ แล้ว โดยที่ทิ้งเขาไว้คนเดียว
เด็กน้อยกลั้นสะอื้น ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เข้ามาเกาะกุมจิตใจอย่างกะทันหันนี้ยิ่งทำให้ความกลัวของเขาเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ แต่ตอนนี้เขาจะหวังพึ่งพาใครไม่ได้ เขาต้องวิ่งต่อไป พร้อม ๆ กับพยายามปลอบใจตัวเอง
‘ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรหรอกน่า’ คือประโยคที่เขาคิดซ้ำไปซ้ำมา เหมือนจะสะกดจิตตัวเองให้หายหวาดกลัว ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกถึงวัตถุบางอย่างที่มากระทบโดนแขน เด็กน้อยสะดุ้งเฮือกในตอนแรก แต่เมื่อนึกได้ว่ามันเป็นสัมผัสของอะไร เขาก็รู้สึกใจชื้นขึ้น และเพื่อให้แน่ใจ เขาจึงวาดมือเป็นวงกว้างไปข้างหน้า ควานหาบางสิ่งในความมืด…ใช่แล้ว ไม่ผิดแน่ สิ่งเรียวยาวที่ปกคลุมด้วยขนนุ่ม…หางของเสือดำ…เสือดำยังไม่ทิ้งเขา เสือดำยังอยู่ที่นี่ และยังคงวิ่งเคียงข้างไปด้วยกัน เด็กน้อยพลันรู้สึกว่าเมฆหมอกแห่งความกลัวได้สลายไปจนหมดสิ้น กำลังใจก็เต็มตื้นขึ้นมาเหมือนเหยือกน้ำที่ถูกเติมจนล้นปรี่
ไม่นานนักพวกเขาก็บรรลุถึงชายป่า พร้อม ๆ กับที่เมฆเบื้องบนคลี่ตัวออก ปลดปล่อยพระจันทร์ให้ฉายแสงนวลแก่โลกอันมืดมิดอีกครั้ง เด็กน้อยชะงักฝีเท้าลงแล้วเหลียวหลังกลับไป เขาถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าไม่มีวี่แววใครตามมา หลังจากหยุดพักจนลมหายใจกลับสู่จังหวะปรกติแล้ว เด็กน้อยก็เดินเข้าไปหาเสือดำซึ่งยืนมองมาทางเขาด้วยดวงตาสีเขียวคู่นั้น ดวงตาที่บัดนี้ทอประกายแห่งความหวัง ดวงตาที่ฉายแววยินดี เป็นแววตาที่เด็กน้อยเห็นแล้วอดยิ้มกว้าง ๆ ไม่ได้
“เธอเป็นอิสระแล้ว ยินดีด้วยนะ” เด็กน้อยกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงความตื่นเต้นระคนยินดี มือน้อย ๆ ลูบไล้ขนสีดำด้านหลังใบหูของเสือ เสือดำเอาจมูกดุนแก้มเป็นเชิงสัพยอกคืน เสียงครางฮื่อเบา ๆ ดังออกมาจากลำคอใหญ่โตนั้นเหมือนจะเป็นการกล่าวขอบคุณและอำลา
“มันอยู่นั่น!!!” เสียงตะโกนดังขึ้นยังผลให้เด็กน้อยสะดุ้งสุดตัว รู้สึกเหมือนสายฟ้าฟาดลงมาใกล้ ๆ ไฟฉายสว่างจ้าหลายดวงจับมาที่เขาและเสือดำ และไม่ว่าเขาจะมองไปทางไหนก็มีแต่คนท่าทางน่ากลัวยืนอยู่เต็มไปหมด หนึ่งในจำนวนนั้นถือกระบอกยาว ๆ สีดำมะเมื่อมอยู่ในมือ
ชายคนนั้นก้าวออกมาข้างหน้าทีละก้าว พร้อมกับขยับเหล็กสีดำท่อนนั้น ในความรู้สึกของเด็กน้อย ทุกการเคลื่อนไหวช่างเชื่องช้าเหมือนเป็นภาพช้าในเทปบันทึก เด็กน้อยจ้องมองด้วยดวงตาที่เบิกโพลง เขาเดาได้ในทันทีว่าชายคนนั้นจะทำอะไร เด็กน้อยตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน แต่รู้สึกว่าร่างกายช่างหนักอึ้งเสียนี่กระไร มิหนำซ้ำยังชักช้าไม่ทันใจเอาเสียเลย
“อย่านะ!!!” เด็กน้อยตะโกนขึ้นสุดเสียงด้วยคำที่เค้นอย่างยากลำบากออกมาจากลำคอที่แห้งผากจากความตื่นตระหนก ทันทีที่สิ้นเสียงเขานั้นเอง ความพยายามของเด็กน้อยก็สำฤทธิ์ผล ในที่สุดเขาก็ยืนขึ้นเต็มตัว ขวางหน้าเสือดำไว้เป็นแนวตรงจากชายคนนั้น เขาคาดหวังว่าจะได้เห็นชายคนนั้นหยุด…คาดว่าชายคนนั้นจะเปลี่ยนใจและไม่ยิงออกมา ทว่า เด็กน้อยก็รู้ตัวว่าความหวังอันน้อยนิดนั้นพังทลายลงอย่างสิ้นเชิงเมื่อเขาเห็นว่าชายคนนั้นไม่มีทีท่าว่าจะหยุดและยังคงขยับมือ จนกระทั่งมฤตยูเหล็กกล้าสีดำนั้นชี้ตรงมาทางเขา
เด็กน้อยหลับตาแน่น ซึ่งนั่นเป็นอาการที่เกิดจากสัญชาติญาณความกลัวมากกว่าที่จะเป็นการสั่งงานจากสมอง ช่วงเวลานั้นแสนเชื่องช้ายาวนานและดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด เด็กน้อยไม่อาจคำนวณได้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงระเบิดกึกก้อง พร้อม ๆ กับที่เขาล้มก้นจ้ำเบ้าด้วยแรงสะเทือนของบางสิ่งบางอย่าง…
เด็กน้อยค่อย ๆ เผยอเปลือกตาขึ้นหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ นี่เขาตายแล้วหรือ? ไม่น่าใช่ ก็หัวใจยังเต้นอยู่ แถมยังเจ็บก้นที่กระแทกพื้นเมื่อกี้อีก นั่น…อะไรกองอยู่ข้างหน้า? เมื่อเพ่งดูให้ดีเด็กน้อยก็ลืมตาโพลง เสือดำนั่นเอง!!! เด็กน้อยตะกายในท่าคลานเข้าไปหาร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่เบื้องหน้า พอสัมผัสตัวเสือดำ เขาก็รู้สึกถึงของเหลวบางอย่างที่เหนียวเหนอะ เด็กน้อยยกมือขึ้นมาดู…เลือด! เลือดสด ๆ สีแดงฉาน กำลังไหลทะลักออกมาจากตัวเสือ จนนองไปทั่วพื้นรอบข้าง แอ่งของเหลวสีคล้ำค่อย ๆ แผ่ขยายออกไปช้า ๆ แต่ต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะหยุด สีแดงของมันที่สะท้อนเข้าสู่สายตานั้นดูเป็นประกายน่ากลัวภายใต้แสงจันทร์
แสงไฟฉายดับลงหมดแล้ว และเด็กน้อยก็ไม่รู้สึกถึงสิ่งอื่นใดนอกจากร่างอันปวกเปียกของเสือดำและเลือดอุ่น ๆ ที่ทะลักพรั่งออกมาอาบมือทั้งสองของเขา และความรู้สึกที่เหมือนมีก้อนอะไรแข็ง ๆ มาจุกในอก ลำคอนั้นเล่าก็ดูเหมือนจะตีบตันไปชั่วขณะ ไม่มีเสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมาจากปากเด็กน้อย มีเพียงสายน้ำอุ่น ๆ ที่ไหลลงมาอาบแก้ม
‘ไม่…ไม่จริงใช่ไหม เสือดำ…ตอบฉันที…เรียกฉัน…เรียกฉันเหมือนที่เธอเคยเรียกสิ’
เงียบ…ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ไม่มีแม้แต่การขยับเขยื้อนสักเล็กน้อยจากร่างที่เขาประคองอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างสงบนิ่งเป็นดุษณี แม้แต่สายลมก็ดูเหมือนจะหยุดพัด ไม่มีเสียงเพรียกที่แว่วเข้าสู่จิตของเด็กน้อย ไม่มีตาสีเขียวเรืองที่มองมา ไม่มีเสียงคำรามแผ่วเบาที่ตอบรับคำพูดของเขา ไม่มีหางสีดำที่พลิ้วไปมายามต้องลม…ไม่มีเสือดำอีกต่อไป
“ไม่!!!” เด็กน้อยกรีดร้องออกมาสุดเสียง น้ำตายังคงนองหน้า “ไม่! ไม่! ไม่!” เขาร้องตะโกนซ้ำ ๆ อย่างปวดร้าว ความรู้สึกสูญเสียเข้าครอบงำจิตใจ ก้อนความรู้สึกที่จุกแน่นอยู่ในอกพรั่งพรูออกมากับน้ำตาและเสียงตะโกนกึกก้องของเขา แต่แม้ว่าเขาจะกรีดเสียงเพียงใด ก็ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบจากร่างที่นอนแน่นิ่งนั้น เด็กน้อยรู้สึกถึงความว่างเปล่า…ความว่างเปล่าที่น่าพรั่นพรึงเหมือนกำลังจมดิ่งลงสู่บึงที่ลึกไม่มีที่สิ้นสุด
ในท้องฟ้าเบื้องบน ดวงจันทร์ทอแสงสีหม่น เสียงหอนของสุนัขป่าแว่วมาตามลม เป็นเสียงโหยหวนที่เสียดแทงหัวใจเสมือนยิ่งตอกย้ำซ้ำเติมหัวใจที่แหลกสลายของเด็กน้อยให้ย่อยยับลงไปอีก
…อิสรภาพ…
น้ำตาของเด็กน้อยยังหลั่งรินออกจากดวงตาที่เหม่อมองร่างที่ค่อย ๆ เย็นลงร่างนั้น…
เสียงสวบสาบรอบด้านปลุกเด็กน้อยให้ตื่นจากภวังค์ พอเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นคนกลุ่มนั้นยืนรายล้อมอยู่ สายตาทุกคู่มองมาอย่างเย็นชา ไร้อารมณ์ ไร้ความรู้สึก เด็กน้อยมองหาชายคนที่ลั่นไกจนพบ ทว่าไม่มีคำพูดแสดงความเสียใจ ไม่มีแววสงสาร ไม่มีแววสำนึกผิด ไม่มีแม้ความเห็นใจสักนิดฉายออกมาจากตาของเขา เด็กน้อยไม่เห็นสิ่งใดที่เขาคาดว่าจะได้เห็น ไม่เห็นอะไรเลยจากดวงตาเฉยชาคู่นั้น
อยู่ไม่อยู่เด็กน้อยก็รู้สึกโกรธขึ้นมาจับจิต น้ำตาที่ทำท่าว่าจะเหือดแห้งก็ทะลักทำนบออกมาอีกครั้ง มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความโศกเศร้าเสียใจอีกต่อไป แต่เป็นน้ำตาแห่งความโกรธแค้นชิงชังซึ่งแฝงไว้ด้วยความน้อยใจ พวกเขามีสิทธิ์อะไรมาทำเช่นนี้ มีสิทธิ์อะไรมาพรากชีวิตชีวิตหนึ่งไปจากโลก ชีวิตที่ไม่เคยได้สัมผัสอิสรภาพ ชีวิตที่โหยหาอิสรภาพมาตลอด ชีวิตนั้นที่ต้องดับสิ้นไปในเสี้ยววินาทีที่กำลังจะสมหวัง…
“ใจร้าย! คนใจร้าย!!!”
เด็กน้อยแผดเสียงก้องตัดอากาศยะเยือกยามราตรี ดวงตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตาลุกโชนด้วยความโกรธ ความโกรธที่แปรเปลี่ยนมาจากความเศร้า ความรู้สึกหลากหลายผสมปนเปกันยุ่งจนเขาก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่ามันคืออะไรบ้าง ทั้งความเศร้าโศก ความโกรธเกรี้ยว ความเคียดแค้น ความเกลียดชัง ความน้อยใจและความสูญเสีย ทุกสิ่งทุกอย่างปั่นป่วนอยู่ภายใน จนเด็กน้อยรู้สึกเหมือนมีผีเสื้อนับร้อยบินวนไปมาอยู่ในอก
แล้วผู้คนที่มีใบหน้าเย็นชาเหมือนเครื่องจักรพวกนั้นก็เข้ามาช่วยกันดึงร่างไร้วิญญาณของเสือดำไปจากอ้อมแขนของเด็กน้อย เขาถลาตามไปยื้อยุดไว้
“หยุดนะ!”
แต่ไม่ว่าเด็กน้อยจะพยายามสักเท่าใดเขาก็ไม่อาจฉุดรั้งร่างนั้นไว้ได้เพราะแรงเด็กย่อมไม่อาจสู้แรงผู้ใหญ่ คนเหล่านั้นไม่แสดงทีท่าว่าจะหยุดหรือแม้แต่จะฟังเสียงของเด็กน้อย อันที่จริงพวกเขาไม่แสดงความสนใจเด็กน้อยเลยเสียด้วยซ้ำ และยังคงช่วยกันลากเสือดำไปอย่างไม่แยแส เสมือนว่าเด็กน้อยไม่ได้มีตัวตนอยู่ ณ ที่นั้นตั้งแต่แรก ร่างของเสือดำถูกลากไปอย่างไม่ปราณีปราศรัย เด็กน้อยตะกายลุกขึ้นแล้ววิ่งตาม
“เอาคืนมานะ เอาคืนมา!!!” เด็กน้อยพร่ำตะโกนในขณะที่วิ่งไล่กวด แต่ไม่ว่าจะวิ่งอย่างไรก็ตามไม่ทัน ซ้ำร้ายยังถูกทิ้งห่างออกไปทุกขณะ เด็กน้อยหกล้มหกลุก ยังพยายามวิ่งต่ออย่างไม่ลดละ แต่พอล้มลงอีกครั้งและเงยหน้าขึ้นมาเด็กน้อยก็ตระหนักว่าไม่มีทางตามทัน และก็ได้แต่มองตามหลังไปอย่างสิ้นหวัง นัยน์ตายังคงนองไปด้วยน้ำตา คนกลุ่มนั้นกำลังจะลากเสือดำหายลับไป…
“พวกคุณไม่มีสิทธิ์!ไม่มีสิทธิ์! ไม่มีสิทธิ์!!!” เด็กน้อยแผดเสียงก้อง
ไม่มีสิทธิ์…ไม่มีสิทธิ์…ไม่มีสิทธิ์…ไม่มีสิทธิ์… เสียงของเขาสะท้อนไปมาอย่างหลอกหลอน และในที่สุดก็แผ่วจางจนเงียบหายไป พร้อม ๆ กับที่คนกลุ่มนั้นหายลับไปจากคลองจักษุของเด็กน้อย
เด็กน้อยก้มหน้าลง นิ้วมือน้อย ๆ จิกขยุ้มลงไปในดิน ใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยคราบดิน คราบเลือด และคราบน้ำตาบิดเบี้ยวด้วยความรวดร้าว …ไม่มีอีกแล้ว ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรเลย… เมื่อไม่นานมานี้ ยังมีเสือดำที่วิ่งเคียงคู่มากับเขา แต่ชั่วเวลาไม่นานก็เหลือเพียงร่างไร้วิญญาณของเสียดำ บัดนี้เล่า…แม้แต่ซากก็ไม่มี
“เพราะฉันใช่ไหมเธอจึงต้องตาย…เพราะฉัน…” เด็กน้อยพึมพำด้วยเสียงที่อ่อนระโหย ดวงตาที่พร่ามัวเพราะน้ำตาที่ไหลเอ่อยังคงเหม่อมองพื้นดินและหญ้าตรงหน้า
…ไม่หรอกนะ เธอช่วยให้ฉันเป็นอิสระต่างหาก อย่าร้องไห้ไปเลย ผู้ปลดปล่อยของฉัน…
“เป็นอิสระ! ความเป็นอิสระที่แลกมาด้วยชีวิตนะหรือ?!”
…ถ้าจะให้มีชีวิตอยู่ต่อไปโดยปราศจากอิสรภาพ ฉันสู้เลือกทางตายดีกว่า…
“ถ้าย้อนเวลาได้…”
…ไม่ว่าจะให้เลือกใหม่อีกสักกี่ครั้ง ฉันก็จะเลือกหนทางเดียวกัน…
…แม้ว่าจะต้องลงเอยเช่นเดิม ฉันก็จะยังคงเลือกเดินทางนี้อยู่ร่ำไป…
เด็กน้อยถอนสะอื้น เสียงที่ได้ยินนี้ไม่ว่าจะเป็นเสียงจากเสือดำจริง ๆ หรือจะเป็นเพียงเสียงในจิตใต้สำนึกของตนเองก็ตาม มันก็ช่วยให้เขารู้สึกคลายความทุกข์เศร้าลงได้ สายลมแผ่วละมุนโชยมาไล้ใบหน้า เหมือนสัมผัสจากมือแม่ที่อ่อนโยนอบอุ่นและคอยปลอบประโลมเรื่อยมา
“ลูก…เป็นอะไรจ๊ะ นอนร้องไห้ใหญ่เชียว”
เด็กน้อยลืมตาขึ้นพบกับภาพคุ้นเคยภายในห้องนอนของตัวเอง….และสีหน้าอ่อนโยนของผู้เป็นมารดา
ดวงตาสีดำขลับนั้นฉายแววห่วงใย
เขาปาดเช็ดหยาดน้ำใสที่ไหลรินด้วยหลังมือแล้วกระซิบตอบ
“แค่ฝันร้ายน่ะฮะแม่”
“โถ…ฝันอะไรจ๊ะลูกรัก” เธอถามลูกชายพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาให้
“ฝัน……เห็นเสือตายฮะ…ถูกคนใจร้ายยิงตาย” ดวงตาไร้เดียงสาจ้องมองเจ้าของตักที่เขาหนุนอยู่ แล้วก็ได้รับรอยยิ้มตอบกลับมา
“แม่ยิ้มทำไมฮะ” เขาถามขึ้นด้วยความพิศวง เพราะแต่แรกนั้นนึกว่าแม่จะพูดอะไรบ้าง
“แม่ดีใจที่ลูกรู้สึกเศร้ากับการสูญเสียของเพื่อนร่วมโลกจ้ะ”
ผู้เป็นบุตรนิ่งเงียบ สัมผัสเบาสบายของมืออันอ่อนโยนที่ลูบหัวอยู่ทำให้เริ่มง่วงอีกครั้ง เด็กน้อยหลับตาลงก่อนจะพึมพำออกมาว่า “ถ้าผมโตขึ้นผมจะไม่เป็นผู้ใหญ่แบบพวกนั้น”
“ดีจ้ะ” แม่ของเขาตอบ ก่อนจะจัดผ้าห่มให้เข้าที่และจุมพิตราตรีสวัสดิ์อีกครั้งที่หน้าผาก “นอนซะนะลูก จะได้พบกับเช้าวันใหม่ที่สดใส” เธอกราดตามองรอบห้องและมองผ่านหน้าต่างออกไปยังความมืดมิด สุดท้ายก็ปิดสวิทช์ไฟหัวเตียงให้ลูกแล้วย่องออกจากห้องไป
หากแม้นหน้าต่างกระจกใสบานนั้นเปิดอยู่ แม่ผู้อ่อนโยนอาจจะได้ยินเสียงคำรามของสัตว์สายพันธุ์แมวลอยมาตามลม
แต่ในห้วงนิทรา…แม้บานหน้าต่างจะปิดสนิท ผู้เป็นลูกก็ยังได้ยินเสียงชัดเจน
…ขอบคุณ…
…ที่ให้…
…อิสรภาพ…
- The End -
