วาย แล้วเป็นไงอ่ะ? (มีปัญหาเหรอเพ่!?)

สองวันนี้มีโอกาสไปเกาะเวทีดูอะไรประหลาด ๆ

เอาเป็นว่า ก็เวทีเดิมที่อิฉันชอบไปมุงนั่นล่ะค่ะ พันติ๊บ….เจ้าเก่า แหล่งความบันเทิง เอ๊ย ไม่สิ แหล่งมวยชั้นยอดที่ฉันชอบไปมุงแบบติดขอบเวที และบางครั้งก็กระโดดข้ามเชือกเข้าไปแจมกับเขาด้วยเพราะความมันและคันมือ อิอิ ตีกันนัวเลยค่ะ มีสารพัดรูปแบบ ทั้งมมวยชั้นเชิง มวยรอบคอบ มวยวัด และแม้แต่มวยใต้เข็มขัด อู๊ยดุเด็ดเผ็ดมันมาก ขอบอก แม้ว่าอ่านแล้วจะแอบรำคาญคนมุงหรือคนเชียร์บางคน ที่ช่วยชกไม่ดูตาม้าตาเรือ แล้วยังทำให้ฝ่ายที่ตัวเองเชียร์เสียคะแนน (ในสายตาคนดูอย่างเรา ที่แอบให้คะแนนคู่ชกแต่ละคนอยู่ในใจไปด้วย) อีกต่างหาก

แล้วไปมุงเค้าทำไม?

ก็มีคนโยน link มาให้ดูอ่ะ ลองคลิกเข้าไปเห็นว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะเราเองมีงานอดิเรกชอบเขียนนู่นเขียนนี่ และเคยติดตามอ่านและให้ความเห็นในกรณีพิพาทว่าด้วยการลอกผลงาน หรือแอบอ้างผลงานมาแล้วหลาย ๆ คดี ก็เลยลองอ่านกระทู้ดู….

และแน่น้อนนนน มนุษย์เราน่ะ อะไรที่ตัวเองไม่เดือดร้อน แต่น่าสนุกหรือแปลกดีล่ะก็ ย่อมสุขไปกับมันค่ะ จะว่ามีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นก็พอได้นะ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ถือคติ “มุงเรื่องชาวบ้านคืองานของเรา” อย่างนี้ เหอ ๆ ตอนนี้เรื่องเกิดกับคนอื่นก็มุงไปแจมไป ยังสนุก ยังขำได้ ไว้รอให้เกิดปัญหาเดียวกันกับตัวเองก่อนสิจะขำไม่ออก ก๊าก) และที่สำคัญ นอกจากเรื่องการกล่าวหาว่ามีการลอกแล้ว หนนี้บังเอิญมีการคาดเดาอะไรบางอย่างที่พาดพิงมาถึงเรื่องประเด็นทำนองว่า “วายแล้วมันหนักหัวใคร” ด้วย จนเรื่องมันบานปลาย พายเรือออกนอกอ่าวไปไกล เบี่ยงประเด็นกระทู้ไปหลายองศา จนร้อนถึงคนรอดูคู่เอก ต้องมาช่วยพายกลับเข้าฝั่งหลายราย

อ่านไปอ่านมาของขึ้นค่ะ…. มีหลายประเด็นที่อยากเขียนตอบมากกกกกกกกกก แต่มันไม่ใช่ประเด็นหลักที่เจ้าของกระทู้ต้องการ (เจ้าของกระทู้ต้องการแค่พิสูจน์ตัวเอง ล้างมลทินและข้อกล่าวหาเรื่องลอกสปอยล์จากเว็บบล็อกต่างประเทศเท่านั้น) ก็เลยต้องแอบมาเขียนในมุมมืดส่วนตัวของตัวเองเยี่ยงนี้

เรื่องของเรื่องเกิดจาก ค่านิยม รสนิยม และคตินิยมที่ไม่ตรงกันของคนสองประเภท คือ ประเภทที่ชอบวาย (Yaoi) เป็นชีวิตจิตใจ กับประเภทที่เกลียดวายเหมือนเกลียดขี้!

ถ้าคนสองประเภทนี้มาพบกันโดยไม่ไม่มีการประนีประนอมให้อีกฝ่าย มันจะเกิดอะไรขึ้น?!

ฝ่ายหนึ่งบอกว่า ชายคู่หญิง คือสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมา เป็นเรื่องสามัญ เป็นเรื่องปรกติ
(โดยที่มีบางส่วนอคติหนักถึงขั้นระบุว่าคนที่ชอบวายน่ะเป็นพวกจิตวิปริต)

อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า ความรักไม่แบ่งแยกเพศ เป็นเรื่องของโลก ชายคู่ชายไม่ใช่เรื่องผิด
(โดยที่มีบางส่วนบอกว่า คนที่ต่อต้านวาย/เกลียดวาย เป็นพวกโลกแคบ ใจแคบ)

ฉันเห็นด้วย (และไม่เห็นด้วย) ค่ะ

จะสุดโต่งกันไปถึงไหนคะคู้ณณณณ

แค่รสนิยมไม่ตรงกัน ค่านิยมไม่ตรงกัน ต้องฟาดฟันกันให้อีกฝ่ายตายจากไปจากโลกเลยมั้ยเนี่ย? คนที่ชอบไม่เหมือนกัน เกลียดไม่เหมือนกัน ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่ได้นี่นา แค่เคารพในความคิดส่วนบุคคลของอีกฝ่าย ไม่ยัดเยียดทัศนคติของตนให้อีกฝ่าย และไม่ดูถูกเหยียดหยามในสิ่งที่เขาชอบหรือในสิ่งที่เขาเป็น คนที่มีรสนิยมตรงกันข้ามกัน 180 องศา ก็สามารถคบหากันอย่างสมานฉันท์ได้

ปัญหาปีนเกลียวที่เกิดอยู่ตอนนี้ (หมายถึงการกระทบกระทั่งกันทั่ว ๆ ไปในสังคม ไม่ว่าจะสังคมจริงนอกจอ หรือสังคมเสมือนในโลกอินเทอร์เน็ต) ก็เกิดเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่าย ใช้อคติมาตั้งป้อมรังเกียจซึ่งกันและกัน หรือใช้คำพูดทำร้ายจิตใจกัน บางครั้งอาจรุนแรงถึงขนาดไม่ถนอมน้ำใจ ด่าทอจนเหมือนไม่เห็นว่าอีกฝ่ายเป็นมนุษย์ โดยยึดหลักว่าตนเองถูกเสมอ คนอื่นผิด และใจแคบ เพียงเพราะเขาไม่ยอมมองโลกแบบที่เรามอง!?

แรงไปแล้วมั้ง? กับแค่ขัดแย้งเรื่องทัศนคติ เรื่องรสนิยมเนี่ยนะ?

ถึงรสนิยมของเราถูกประณามหยามเหยียด

….ก็ใช่ว่าโลกนี้จะพังทลายลง

….ก็ใช่ว่าสิ่งที่เราชอบจะสิ้นสลายลง

….ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นจะต้องยัดเยียดรสนิยมของเราให้คนอื่นมาชอบด้วย

….และยิ่งไม่จำเป็นที่จะต้องไปต่อว่าต่อขานพวกเขาว่าใจแคบหรืออะไร


ถึงคนอื่นจะคลั่งใคล้ในสิ่งที่เรารังเกียจ

….ก็ใช่ว่าโลกนี้จะพังทลายลง

….ก็ใช่ว่าสิ่งที่เราชอบจะสิ้นสลายลง

….ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นจะต้องยัดเยียดสิ่งที่เราเรียกว่า”ปรกติ”ให้คนอื่นเอาไปยึดถือด้วย

….และยิ่งไม่จำเป็นที่จะต้องไปต่อว่าต่อขานพวกเขาว่าวิปริตหรืออะไร

สำหรับฉัน ที่ชอบวาย และเริ่มชอบมานานประมาณ 12 ปีแล้ว (ตั้งแต่เพิ่งขึ้นม.ปลายแน่ะ คิดดูสิ!?) ฉันเชื่อมั่นว่าตนเองไม่ได้วิปริต ไม่ได้ผิดปรกติ เพราะมันเป็นความชอบส่วนบุคคล เป็นรสนิยม และฉันเชื่อว่าตัวฉันดีพอ จึงไม่จำเป็นจะต้องสะทกสะท้านเวลาที่มี “คนที่ไม่ยอมเข้าใจ” และ/หรือ “คนที่ไม่ยอมแม้แต่จะพยายามทำความเข้าใจ” มาว่ากล่าวเหล่าสาวกวายเสีย ๆ หาย ๆ เพราะเหตุว่าทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ! (และพูดไปก็ป่วยการ เหมือนสีซอฯ)

แต่ มันก็ไม่ใช่หน้าที่ และไม่ใช่เรื่องดีงามหรือน่าภาคภูมิ ที่จะไปเที่ยวป่าวประกาศถึงความเป็นสาววายของฉัน ฉันไม่จำเป็นจะต้องไปชักจูงหรือโฆษณาใคร ๆ ให้หันมาชอบวาย ไม่จำเป็นจะต้องพยายามคัดง้างหรือโน้มน้าว หรือถึงขั้นบังคับขู่เข็ญ ดุด่าว่ากล่าวพวกคนที่ไม่ชอบ หรือคนที่ถึงขั้นรังเกียจวาย ให้หันมาชอบวาย หรือหันมายอมรับวาย ความเป็นสาววายของฉัน….ใครจะรู้ก็รู้ไป ไม่ได้ปิดบังอะไร ส่วนใครไม่รู้ก็ไม่ใช่ธุระของฉันที่จะต้องไปสะกิดบอกให้เขารู้ว่า “นี่ ๆ ฉันเป็นสาววายนะ” ส่วนใครจะรู้แล้วขอดูบ้าง รู้แล้วรับได้ รู้แล้วเฉย ๆ หรือรู้แล้วร้องยี้ ก็ไม่ใช่ธุระอะไรของฉันเหมือนกันที่จะต้องไปเปลี่ยนรสนิยมของเขาให้มาเป็นพวกเดียวกัน

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ใกล้ตัว

ทุเรียนค่ะ!

ทุเรียน!

เหตุที่ต้องเป็นทุเรียนเพราะว่าตัวฉันเองเกลียดทุเรียนมาก! รู้สึกว่ามันมีกลิ่นเหม็นอันสุดจะทานทน ขนาดแค่เดินผ่านร้านที่ขายทุเรียนปอกเปลือกแล้วก็อยากแหวะขึ้นมาทันที แต่คนที่บ้าน ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และพี่สาว ชอบทุเรียนมาก! ทว่า เราอยู่ร่วมกันได้ค่ะ ฉันไม่เห็นจะต้องลุกขึ้นมาร้องแรกแหกกระเชอ บอกว่าแบนทุเรียน! บ้านนี้ห้ามเอาทุเรียนเข้ามากิน! และพ่อแม่ กับพี่ของฉัน ก็ไม่ได้พยายามบังคับให้ฉันชอบทุเรียน รวมทั้งไม่บังคับให้ฉันนั่งในห้องที่เขากินทุเรียนกันด้วย

ก็มันเหม็นนี่! หลบได้ฉันก็หลบ เพราะไม่อยากได้กลิ่น ถ้าใครกินแล้วมาเรอใส่ใกล้ ๆ ฉันก็บ่น หรือไล่ให้ไปแปรงฟัน และบอกว่าอย่ามาเรอใส่จมูกอีกนะ ต่อให้คนกินจะบอกว่าทุเรียนน่ะหอม หวาน อร่อย เป็นสุดยอดแห่งผลไม้ เป็นราชาแห่งผลไม้ทั้งปวง

ฉันเคยลองพยายามกินดูหนหนึ่งเหมือนกันนะทุเรียนเนี่ย คุณแม่เลือกพูที่ยังไม่สุกมาก กลิ่นไม่แรงมาให้ชิมคำหนึ่ง แค่เอาเข้ามาใกล้ปากก็จะเป็นลมแล้ว แต่ก็อุดจมูกแล้วกินลงไป มันมีรสหวานจริง ๆ อย่างที่ทุกคนในบ้านโฆษณาค่ะ แต่รสสัมผัสของมันไม่ถูกรสนิยมของฉัน แล้วไหนจะกลิ่นที่แสนรุนแรงนั่นอีก! สุดท้ายแม้จะดื่มน้ำตามเข้าไปสองสามอึกเป็นการล้างปาก ฉันก็”แหวะ”ออกมาตามธรรมชาติอยู่ดีค่ะ (เสียดายอาหารมื้อเย็นมาก!)

วายก็คล้ายกับทุเรียนนี่แหละค่ะ บางคนบอกว่าหอม หวาน อร่อย บางคนบอกว่าเหม็น คนที่บอว่าเหม็น ไม่ชอบ เกลียด บางคนอาจจะแค่ได้กลิ่นก็ไม่ชอบแล้ว ไม่เคยลองพยายามชิมดู แต่บางคนก็เคยชิมแล้วแต่ก็ยังเกลียดอยู่ ซึ่งมันก็ไม่ใช่ความผิดของเค้าเลยใช่มั้ยล่ะคะ? รสนิยมส่วนตัวนี่ อะไรที่รับไม่ได้ก็คือรับไม่ได้

ยี่สิบกว่าปีมาแล้วนะคะ ที่ฉันต้องเห็นทุเรียน ได้กลิ่นทุเรียน เหม็นทุเรียน และเกลียดทุเรียน
ทั้งที่ไม่ชอบกลิ่น แต่ก็ต้องพบปะกับมันทุกครั้งที่ถึงฤดูทุเรียน และคนในครอบครัวซื้อมากิน

แต่ฉันก็ไม่เคยที่จะชี้หน้าว่าใครที่ชอบทุเรียนว่าเป็นพวกวิปริตชอบกินของเหม็น
หรือลุกขึ้นมาขับไล่ไสส่งให้ออกไปพ้น ๆ ไกล ๆ จากฉัน อย่าให้ฉันได้กลิ่น (ฉันเดินหนีเองได้ค่ะ มีเท้า ไม่ใช่เป็นง่อย)

ในขณะเดียวกันคนในบ้าน หรือคนอื่นที่ชอบทุเรียน ก็ไม่มีใครลุกขึ้นมาด่าค่ะว่าฉันโง่ ไม่เห็นค่าของราชาแห่งผลไม้ หรืองี่เง่า มีของดีแล้วไม่รู้จักหัดกิน!

รสนิยมนะคะ เรื่องส่วนตัวค่ะ บังคับกันไม่ได้

เราเชื่อว่าชาววายหลาย ๆ คน อยากให้สังคม หรืออย่างน้อยก็คนรอบข้าง ยอมรับเราในสิ่งที่เราเป็น โดยที่ยอมรับสิ่งที่เราชอบด้วย ไม่มองเราด้วยอคติหรือสายตารังเกียจ ไม่เหยียดหยามเราเพราะแค่รสนิยมของเราไม่เหมือนเขา

ถ้าอยากให้เป็นเช่นนั้น แล้วเริ่มด้วยการที่คนรอบข้าง “ไม่ชอบแต่ก็ไม่เกลียด” มันก็คงไม่ยากหรอกค่ะ เพราะเริ่มที่ 0 และที่เราต้องการก็คือ 0 หรือ +

ในเมื่อเขาไม่ได้รังเกียจอยู่แล้ว ถึงเขาจะรู้ว่าเราชอบแบบนี้ก็คงรู้สึกเฉย ๆ ไม่มาตั้งอคติต่อว่าอะไรเราหรอกค่ะ

แต่ถ้ามันเริ่มที่เกลียด หรือรังเกียจล่ะคะ? เราต้องทำจาก - ให้เป็น 0 ก่อนนะคะ อยู่ ๆ จะให้ + เลยมันเป็นไปไม่ได้

เพราะคนเราถ้าเกลียดหรือรังเกียจแล้ว ถ้ามีอะไรมากระทบความรู้สึกในแง่ลบปุ๊บ ความเกลียดจะยิ่งทบเพิ่มได้ง่ายค่ะ

เมื่อสมัยมีเรื่องเกี่ยวกับรายการหลุม*ปี๊บ* ฉันเองก็รู้สึกนะคะว่า ถ้าทุกคนชื่นชมหรือชื่นชอบวายกันเงียบ ๆ ไม่ไปทำตัวเด่นหรือสะดุดตาใคร ก็คงไม่ดึงดูดให้ใครเขาหันมาเพ่งเล็งได้ง่าย ๆ หรอกค่ะ เห็นในคลิปวีดีโอที่ดักถ่ายในร้านการ์ตูนแล้วรู้สึกว่า พฤติกรรมบางอย่างของสาววายบางคนมันเตะตาจริง ๆ ไม่แปลกเลยที่จะทำให้ถูกจับตามอง มันเหมือนชักศึกเข้าบ้านราดี ๆ นี่เองค่ะ แหม ใครเค้าจะบุกฝ่ากำแพงเมืองเราเข้ามาล่ะคะ ถ้าเราไม่ทำให้เขาเห็นช่องโหว่ที่กำแพง…. ลงมีรอยร้าวล่ะก็ ข้าศึกที่ไหนเห็นก็ย่อมอยากประชิดมาตีกำแพงเมืองทั้งนั้น

ถึงเราไม่ได้ทำไม่ดี (ในที่นี้หมายถึง “อนาจาร”) แต่ในหมู่เรามีสิ่งไม่ดีปะปนแปลกปลอมอยู่ ก็ไม่แปลกใช่มั้ยที่คนนอกเขาจะเพ่งเล็งและเล่นงานตรงจุดนั้น

อันนี้เราก็ต้องมองความเป็นจริงของโลกกันก่อนนะคะ ว่ารสนิยมวายเนี่ยยังไม่เป็นที่ยอมรับกันในวงกว้างขวางอย่างเปิดเผย (โดยเฉพาะในประเทศไทย) แต่ยังเป็นกลุ่มเฉพาะอยู่เพราะฉะนั้นถ้าจะมีคนมองว่าผิดปรกติก็ย่อมไม่แปลก ถามว่าชอบวายผิดมั้ย? เราขอตอบเต็มปากเต็มคำว่าไม่ผิดค่ะ! แต่ถ้าถามต่อว่า แล้วคนที่เกลียดวายล่ะผิดมั้ย? เราก็ต้องตอบว่า ไม่ผิดค่ะ! เหมือนกัน

เพราะมนุษย์โลกเป็นปัจเจกชน แต่ละคนจึงแตกต่างกันไป และมีความคิด ค่านิยม ทัศนคติ รสนิยม และขอบเขตของการยอมรับ แตกต่างกันไป

ถ้าเราต้องการให้คนรอบข้างยอมรับเราในความเป็นสาววายแบบที่เราเป็น

เราก็ต้องยอมรับคนรอบข้าง ในความเป็นคนยึดมั่นต่อความ”ปรกติ”ในสายตาของเขาเช่นกัน


ถ้าเรามัวแต่คิด หรือมัวแต่พูดว่า คนที่ไม่ยอมรับวาย มองวายเป็นเรื่องวิปริตน่ะ เป็นพวกโง่ จิตใจคับแคบ

เราเองก็จิตใจคับแคบไม่แพ้พวกเขาล่ะค่ะ


ทำไมสาววายถึงไม่ชอบให้ใครมาด่าวาย มาด่ารสนิยมของเรา มาหาว่าเราวิปริต?

เพราะเรารับไม่ได้ใช่ไหมที่เราถูกกระทำหรือถูกมองเหมือนเป็นตัวประหลาดของสังคม

เรารับไม่ได้ใช่ไหมที่บางคนในสังคมรังเกียจเราหรือว่าเราเสีย ๆ หาย ๆ แค่เพราะรสนิยมของเราไม่เหมือนคนอื่น?

ฉันใดก็ฉันนั้นค่ะ….

คน”ปรกติ”เขาก็ไม่ชอบเหมือนกันที่มีใครมาด่า”ความปรกติ”ของเขา หาว่าเขาโง่ ใจแคบ

หรือบางทีก็มองว่าเขาเป็นตัวประหลาดหลงยุค ไม่พัฒนา ความคิดโบราณเป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปี

เขาก็คงรับไม่ได้เหมือนกับเรานั่นแหละ ถ้าเขาถูกด่าต่าง ๆ นานา แค่เพราะเขาไม่อาจเข้าใจหรือเข้าถึงในโลกแห่งสวนดอกไม้สีม่วงของพวกเรา

เราเป็นมนุษย์นะคะ

เขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน

เคารพในทัศนคติของกันและกันในฐานะมนุษย์ ให้เกียรติกันและกันในฐานะมนุษย์ ไม่ต้องแบ่งแยก ไม่ต้องเอาความแตกต่างมาเป็นอคติดีกว่านะ

และสำหรับทั้งสองฝ่าย….

การเชื่อมั่น เชื่อถือ และเชื่อในตนเองในสิ่งที่ตนเองชอบ หรือคิดว่า”ถูกต้อง” มันไม่ผิดหรอกค่ะ

แต่ความถูกต้องของคนเรานั้น ถ้าคนอื่นจะเห็นพ้องด้วย เขาก็จะเห็นพ้องกับเราเองโดยเราไม่ต้องบังคับ หรือไม่ต้องไปสาดโคลนใส่สิ่งที่เขาเชื่อถืออยู่ก่อนหรอกนะคะ

การที่เหยียดหยามหรือกดคนอื่นให้ต่ำลง ไม่ว่าจะโดยการกระทำหคือคำพูด ด้วยการว่ากระทบ เหน็บแนม หรือด่าสาดเสียเทเสีย มันไม่อาจทำให้คนเราสูงส่งขึ้นมาได้หรอกค่ะ

ถ้าเราเชื่อว่าเราถูกต้อง เราดูดีอยู่แล้ว…. ก็ไม่ต้องพยายามเหยียบคนอื่นให้จมดินหรอกค่ะ เพราะเราย่อมดูดีอยู่แล้วด้วยตัวของเราเอง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปกดคนอื่นให้ดูต่ำลงหรอก

ใช่มั้ย?

โลกนี้ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำนะคะ

การไม่ขาว ไม่ได้หมายความว่าจะต้องดำเสมอไป

สีเทาน่ะ….มีมากมายหลายระดับ ใช่ว่าจะต้องสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่งเสียเมื่อไร!?

คนที่แตกต่าง ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแปลกแยกเสมอไป เราสามารถกลมกลืนกับรอบข้างได้ ถ้าเรายอมเลือกสีเทา

ยึดมั่นในสิ่งที่เราเป็น แต่ยอมรับในสิ่งที่คนอื่นเป็น นี่ล่ะค่ะคือวิธีที่จะปรองดองกันได้ทั้ง ๆ ที่แตกต่าง!

(ก๊อปไปแปะที่ bloggang ด้วย เผื่อจะมีคนอ่านแล้วรู้จักประนีประนอมกันขึ้นมาบ้าง)

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment. Login »